ปัญหาการคำนวณและการกำหนดอัตราค่าชดเชย
收藏DataCite Commons2024-09-13 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2023.658
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
ค่าชดเชยนั้นเป็นมาตรการหนึ่งที่กฎหมายแรงงานบัญญัติขึ้นมาเพื่อคุ้มครองลูกจ้างในกรณีที่ถูกนายจ้างเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่ได้มีความผิดแต่อย่างใด ซึ่งเป็นมาตรการที่สามารถคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายที่ลูกจ้างอาจได้รับจากการถูกเลิกจ้างได้อย่างมาก โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ลูกจ้างอาจถูกเลิกจ้างได้โดยง่าย โดยการกำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้กับลูกจ้างซึ่งจะเพิ่มขึ้นตามอายุงานของลูกจ้าง เพื่อที่จะให้ลูกจ้างที่ต้องออกจากงานได้มีเงินไว้ใช้จ่ายในระหว่างหางานใหม่ ดังนั้น ค่าชดเชยจึงถือเป็นเงินที่มีความสำคัญต่อลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างอย่างมาก เนื่องจากเป็นเงินที่จะทำให้ความเสียหายที่ลูกจ้างได้รับจากการถูกเลิกจ้างบรรเทาลงไปได้บ้าง อัตราค่าชดเชยที่ลูกจ้างจะได้รับนั้นจึงควรที่จะต้องมีความเหมาะสมและเพิ่มขึ้นอย่างสอดคล้องกับอายุงานของลูกจ้างด้วย เนื่องจากลูกจ้างที่มีอายุงานสูงเมื่อถูกเลิกจ้างย่อมได้รับผลกระทบและความเสียหายที่สูงขึ้นตามไปด้วยหากแต่เมื่อพิจารณาอัตราค่าชดเชยที่ลูกจ้างจะได้รับจากนายจ้างเมื่อถูกเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แล้วจะเห็นว่ามีความไม่เป็นระบบและสอดคล้องกับอายุงานที่เพิ่มขึ้นของลูกจ้างทำให้ลูกจ้างได้รับค่าชดเชยไม่เหมาะสมกับอายุงานของลูกจ้าง หรือในบางกรณีอาจทำให้ลูกจ้างได้รับค่าชดเชยไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดได้ รวมถึงวิธีการคำนวณและอัตราค่าชดเชยที่กำหนดไว้ในมาตรา 118 วรรคหนึ่งนั้นยังเปิดโอกาสให้นายจ้างซึ่งมีอำนาจต่อรองสูงกว่าลูกจ้างสามารถทำสัญญาจ้างกับลูกจ้างในลักษณะหรือในระยะเวลาที่จะเป็นประโยชน์ต่อนายจ้างในการจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างหรือเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชยอัตราในที่ลูกจ้างควรจะได้รับได้ จึงอาจทำให้ลูกจ้างไม่ได้รับค่าชดเชยในจำนวนที่เหมาะสมเพื่อบรรเทาความเสียหายจากการถูกเลิกจ้างได้ อีกทั้ง หากพิจารณาในมุมของฝ่ายนายจ้างจะเห็นได้ว่านอกจากค่าชดเชยที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้างแล้ว กฎหมายแรงงานยังกำหนดให้นายจ้างอาจมีหน้าที่ต้องเยียวยาลูกจ้างจากการถูกเลิกจ้างในทางอื่นอีก ไม่ว่าจะเป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนเลิกจ้างหรือการใช้เงินค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และการชดใช้ค่าเสียหายจากการถูกเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นการเยียวยาความเสียหายจากการถูกเลิกจ้างที่ซ้ำซ้อนกับการจ่ายค่าชดเชยที่ถือได้ว่ากฎหมายกำหนดไว้ในอัตราค่อนข้างสูงอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นไม่ว่านายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างโดยมีเหตุผลความจำเป็นเพียงใดกฎหมายก็ยังกำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้างในอัตราเดียวกันทั้งสิน จึงอาจทำให้นายจ้างต้องรับภาระที่หนักเกินไป ที่สุดท้ายแล้วผลเสียอาจกลับมาตกอยู่กับฝ่ายตัวลูกจ้างเสียเองการค้นคว้าอิสระนี้จึงทำการศึกษาเพื่อเสนอให้มีการปรับแก้การคำนวณอัตราค่าชดเชยโดยที่ไม่จำต้องคำนวณจากระยะเวลาการทำงานที่ติดต่อกันของลูกจ้างแต่อย่างใด และให้มีการกำหนดอัตราค่าชดเชยในจำนวนที่เหมาะสมกับอายุการทำงานของลูกจ้างรวมถึงให้จำนวนค่าชดเชยที่ลูกจ้างจะได้รับมีความสอดคล้องกับอายุการทำงานของลูกจ้างที่เพิ่มขึ้นประกอบกับมีการเพิ่มขึ้นของอัตราค่าชดเชยอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดให้ลูกจ้างได้รับค่าชดเชยในอัตราเท่ากับค่าจ้าง 30 วัน ต่ออายุการทำงาน 1 ปี และหากลูกจ้างมีเศษอายุงานที่ไม่ครบปีก็ให้นำมาคำนวณค่าชดเชยตามสัดส่วนเพื่อให้ลูกจ้างไม่เสียประโยชน์จากการนำอายุการทำงานมาคำนวณค่าชดเชยอีกด้วย รวมถึงมีการเสนอให้ยกเลิกระยะเวลาการทำงานขั้นต่ำที่จะทำให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชย เพื่อเป็นการป้องกันมิให้นายจ้างใช้อำนาจในการต่อรองที่มีสูงกว่าลูกจ้างในการกำหนดระยะเวลาการจ้างให้ต่ำกว่าระยะเวลาการทำงานขั้นต่ำที่ลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชยอีกทั้ง ยังมีการเสนอแนวทางในการจ่ายค่าชดเชยให้มีความเป็นธรรมแก่นายจ้าง และไม่เป็นการสร้างภาระให้กับนายจ้างมากเกินสมควรที่สุดท้ายแล้วผลเสียอาจตกอยู่ที่ฝ่ายลูกจ้างเอง โดยการเสนอให้นายจ้างที่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าให้กับลูกจ้างทราบก่อนเลิกจ้างตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้วไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้างอีก แต่ทั้งนี้ก็จะมีการเสนอให้ปรับแก้ไขระยะเวลาการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนเลิกจ้างให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับอายุการทำงานของลูกจ้างแต่ละคนต่อไปแต่หากเป็นกรณีที่นายจ้างไม่สามารถที่จะบอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อเลิกจ้างลูกจ้างได้ตามเวลาที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากเป็นกรณีที่กิจการของนายจ้างไม่สามารถดำเนินต่อไปได้นายจ้างจึงจำเป็นต้องเลิกจ้างลูกจ้างในทันที จึงเสนอให้อัตราค่าชดเชยที่นายจ้างดังกล่าวจะต้องจ่ายให้กับลูกจ้างนั้นลดลงครึ่งหนึ่งจากอัตราค่าชดเชยในกรณีทั่วไป เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างและเพื่อให้การจ่ายค่าชดเชยนั้นตอบสนองวัตถุประสงค์ของค่าชดเชยมากที่สุด
解雇补偿金是劳动法规定的一项措施,旨在保护无过错却被雇主解雇的雇员,该措施能有效保护并弥补雇员因被解雇可能遭受的损失,尤其在当前雇员易被解雇的情况下。通过要求雇主向雇员支付一笔随工龄增加的款项,解雇补偿金为离职雇员提供了过渡期的生活费用,使其能维持生计直至找到新工作。因此,解雇补偿金对被解雇雇员至关重要,因其可部分缓解解雇带来的损失。雇员应得的补偿金标准需与工龄相适应且保持一致增长,因为工龄较长的雇员被解雇时遭受的影响和损失更大。然而,根据佛历2541年《劳动保护法》第118条第1款规定,雇员被解雇时的补偿金标准缺乏系统性,与工龄增长不匹配,导致雇员所得补偿金与其工龄不相符,甚至在某些情况下不符合法律规定。此外,第118条第1款规定的计算方法和补偿标准,为处于优势谈判地位的雇主提供了机会——雇主可通过签订特定形式或期限的劳动合同,在解雇时支付更低的补偿金,甚至规避本应支付的补偿金标准,导致雇员无法获得足够的补偿金以缓解解雇损失。从雇主角度看,除了解雇补偿金外,劳动法还要求雇主通过其他方式弥补雇员的解雇损失,包括提前通知、代通知金以及对不公平解雇的损害赔偿——这些措施与本已较高的补偿金标准存在重叠,造成重复补偿。更重要的是,无论雇主因何种必要理由解雇雇员,法律均要求其支付相同标准的补偿金,这可能给雇主带来过重负担,最终损害雇员自身利益。本独立研究旨在提出补偿金标准的调整方案:摒弃基于连续工龄的计算方式,建立与工龄增长相匹配的系统性补偿金标准——即雇员每满1年工龄可获得30天工资的补偿金,未满1年的部分按比例计算,确保雇员不会因工龄计算而受损。此外,建议取消获得补偿金的最低工龄要求,防止雇主利用优势谈判地位签订低于最低工龄的劳动合同以规避补偿金支付;同时提出公平的补偿金支付方案,避免给雇主造成过重负担(最终损害雇员利益)。具体而言,建议已按法律规定提前通知雇员解雇的雇主无需再支付补偿金,但需调整提前通知期限使其与雇员工龄相适应;若雇主因业务无法继续而必须立即解雇雇员(无法遵守法定提前通知期限),则补偿金标准可降至常规标准的一半,以实现雇主与雇员双方的公平,并最大化补偿金的立法目的。
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2024-09-13



