five

แนวทางการพัฒนาบริหารจัดการสถานสงเคราะห์เด็กสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรณีศึกษาสถานสงเคราะห์เด็กปัตตานี จังหวัดปัตตานี สถานสงเคราะห์เด็กชายยะลา จังหวัดยะลา และสถานสงเคราะห์เด็กชายนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส

收藏
DataCite Commons2024-03-28 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2022.1556
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
การศึกษาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาประเด็นปัญหาในการบริหารจัดการสถานสงเคราะห์เด็กในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ 2) เพื่อศึกษาเครือข่ายการทำงานและบทบาทหน้าที่ของทีมสหวิชาชีพในการบริหารจัดการสถานสงเคราะห์เด็กในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบการบริหารจัดการสถานสงเคราะห์เด็ก ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ โดยการวิจัยในครั้งนี้เป็นวิจัยคุณภาพ มีผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย 3 กลุ่มหลัก คือ 1) กลุ่มผู้อำนวยการหรือผู้ปกครองสถานสงเคราะห์เด็กภาคใต้ จำนวน 3 คน 2) กลุ่มทีมสหวิชาชีพสถานสงเคราะห์เด็กภาคใต้ จำนวน 21 คน 3) กลุ่มผู้ปกครองของเด็กในความอุปการะสถานสงเคราะห์เด็ก จำนวน 3 คน รวมทั้งสิ้น 27 คน ทั้งนี้ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1) การวิจัยเอกสาร และการสังเกต 2) การสัมภาษณ์แบบเชิงลึก 3) การสนทนากลุ่ม ผลการศึกษาพบว่า ประเด็นปัญหาในการบริหารจัดการสถานสงเคราะห์เด็กในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเห็นได้ว่า ผลกระทบในการบริหารจัดการมีหลัก ๆ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1) ปัญหาด้านการบริหารจัดการงบประมาณในสถานสงเคราะห์เด็กภาคใต้ งบประมาณไม่เพียงพอต่อการดำเนินงานบริหารจัดการสถานสงเคราะห์ ซี่งต้องมีการขับเคลื่อนงบประมาณให้เหมาะสม มีการบริหารให้เหมาะสมต่อการส่งเสริมกิจกรรมเพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กได้อย่างเต็มที่ และมีการระดมทุนด้วยทรัพยากรเพื่อพัฒนาในการดูแลเด็กโดยมีการขอความร่วมมือในการทำงานร่วมกับเครือข่ายภายนอก 2) ปัญหาด้านการบริหารจัดการดำเนินการในสถานสงเคราะห์เด็กภาคใต้ โดยมี3 มิติ (1) มิติการปฏิบัติงานของวิชาชีพ (2) มิติผู้บริหาร (3) มิติเชิงนโยบาย ซึ่งผู้บริหารเป็นผู้ที่มีอำนาจในการบริหารจัดการ กำกับ ติตามในการปฏิบัติงาน เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ได้รับการพัฒนาอย่างเท่าเทียม 3) ปัญหาทักษะของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน เพื่อการดูแลเด็กในสถานสงเคราะห์เด็กภาคใต้ ควรต้องให้เจ้าหน้าที่ได้รับการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพบุคลากร การพัฒนาองค์ความรู้ และทักษะต่าง ๆ 4) ปัญหาด้านการจัดสรรบุคลากรในสถานสงเคราะห์เด็กภาคใต้ ควรต้องมีการกำหนดโครงสร้างที่ไม่สอดคล้องในการปฏิบัติดูแลเด็ก จนทำให้หน่วยงานต้นสังกัดไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ส่วนเครือข่ายการทำงานและบทบาทหน้าที่ของทีมสหวิชาชีพในการบริหารจัดการสถานสงเคราะห์เด็ก ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ พบว่า เครือข่ายในการทำงานทั้งภายในและภายนอกและบทาทหน้าที่ในการทำงานร่วมกับสถานสงเคราะห์เด็กภาคใต้ ประกอบด้วยดังนี้ (1) เครือข่ายภายใน เป็นบุคลากรเจ้าหน้าที่ในสถานสงเคราะห์เด็กภาคใต้ ที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นทีมสหวิชาชีพ และยังคงต้องทำงานให้ได้หลากหลายบทบาทหน้าที่ เพราะการทำงานกับเด็กเป็นบทบาทหน้าที่ที่ต้องดำเนินอย่างต่อเนื่อง และมีความจำเป็นทุกวิชาชีพ แต่ด้วยบางตำแหน่งขาดแคลนหรือยังมีปัญหาบุคลากรที่ไม่เพียงพอต่อการทำงานในสถานสงเคราะห์เด็กภาคใต้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเครือข่ายภายในมีการดำเนินงาน มีบทบาทหน้าที่ในการทำงานในการช่วยเหลือเด็กตามกระบวนงานสังคมสงเคราะห์และงานจิตวิทยาที่เป็นหลักสำคัญในการช่วยเหลือเด็ก (2) เครือยข่ายภายนอก เป็นบุคลากรในองค์ของภาครัฐ และภาคเอกชน โดยมีความหลากหลายในวิชาชีพเช่นกัน โดยมีบทบาทหน้าที่ในการทำงานเป็นผู้ประสานงาน ให้การช่วยเหลือสนับสนุนด้าน ต่าง ๆ ให้กับเด็กในสถานสงเคราะห์ ช่วยเหลือด้านสิทธิการรักษาของเด็ก และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กให้ดีขึ้น และสุดท้ายแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการสถานสงเคราะห์เด็กในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ พบว่า สถานสงเคราะห์เด็กภาคใต้ มีแนวการพัฒนาการบริหารจัดการสถานสงเคราะห์เด็ก ประกอบด้วย 3 ประเด็น ดังนี้ 1) แนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของสถานสงเคราะห์เด็กภาคใต้ โดยมีแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อาทิเช่น (1) การพัฒนาการจัดการความรู้ (KM) (2) การพัฒนาศักยภาพบุคลากรโดยการฝึกอบรม 2) แนวทางการพัฒนางบประมาณ โดยมีการพัฒนางบประมาณในหน่วยงานได้ เช่น (1) การระดมทรัพยากรมนุษย์ (2) การระดมทุนงบประมาณเพื่อพัฒนาเด็กร่วมกันทำ CSR 3) แนวทางการพัฒนาการประชาสัมพันธ์และการระดมทุนในการพัฒนาเด็กในสถานสงเคราะห์เด็กภาคใต้ (1) ประชาสัมพันธ์องค์กรเพื่อช่วยเหลือพัฒนาเด็ก (2) เพื่อการคุ้มครองเด็ก ข้อเสนอแนะจากการศึกษาประเด็นการจัดระบบโครงสร้างบุคลากรให้เป็นระบบ โดยมีการคัดเลือกผู้บริหารที่มีคุณภาพ ในการบริหารจัดการองค์กรด้านสวัสดิการสังคมและสังคมสงเคราะห์ และมีการพัฒนาการรดูแลเด็กในเชิงรุกแบบมีส่วนร่วมกับเครือข่ายในชุมชน ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับบนพื้นฐานความเป็นอัตลักษณ์ชุมชนมุสลิมที่มีความเป็นวิถีชีวิตสังคมพหุวัฒนธรรมที่หลากหลายทาง ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม และประเพณี ที่สำคัญมีการสนับสนุนนโยบายให้สถานสงเคราะห์เด็กทั่วประเทศ ให้มีการบริการจัดอาหารอาหารฮาลาลให้กับเด็ก เพื่อลดปัญหาในการประสานส่งเด็กได้ทุกพื้นที่ และสุดท้ายควรต้องศึกษาเชิงลึกการพัฒนาบุคลากรในดูแลเด็กกลุ่มจิตเวชสำหรับเด็กในสถานสงเคราะห์เด็กทั่วประเทศ เพื่อเป็นในการรับมือและแก้ไขพฤติกรรมเด็กในเชิงบวกต่อไป

本研究旨在:1)探究泰国南部三府边境地区儿童发展中心的管理问题;2)研究跨学科团队在该地区儿童发展中心管理中的工作网络及角色职责;3)探索该地区儿童发展中心管理体系的优化方向。本研究为质性研究,共纳入三类核心信息提供者:1)南部儿童发展中心的管理者或监护人3名;2)南部儿童发展中心跨学科团队成员21名;3)中心内儿童的监护人3名,总计27人。数据收集工具包括:1)文献研究与观察法;2)深度访谈法;3)焦点小组讨论法。研究发现,南部三府边境地区儿童发展中心的管理问题主要体现在四个维度:1)预算管理问题:预算不足以支撑中心运营,需合理调配资金以充分开展儿童生活质量提升活动,并联合外部网络资源募集资金,助力儿童照护工作;2)运营管理问题:涵盖三个层面——专业实践、管理层面及政策层面。管理者应具备统筹权,确保员工获得公平的发展机会;3)员工履职能力问题:需提升人力资源潜力,强化知识体系与多元技能培养;4)人员配置问题:人员结构不合理导致主管部门无法有效解决问题。关于跨学科团队在南部三府边境地区儿童发展中心管理中的工作网络及角色职责,研究发现其内部与外部网络及协作角色如下:1)内部网络:中心跨学科团队成员需承担多重职责(如持续开展儿童相关工作,需涵盖各专业领域),但部分岗位存在空缺或人员不足。团队工作遵循社会工作与心理学核心流程,为儿童帮扶工作的关键环节;2)外部网络:政府及私营部门的专业人员(涵盖多元领域)担任协调者角色,为中心儿童提供权利保障、健康支持及生活质量改善等服务。儿童发展中心管理体系的优化方向主要包括三点:1)人力资源发展:推行知识管理(KM),通过培训提升人员能力;2)预算体系优化:动员人力资源,联合开展企业社会责任(CSR)募资;3)公关与募资策略:通过机构公关助力儿童发展,强化儿童保护工作。研究建议:构建结构化人力资源体系,选拔具备社会福利与发展领域专业能力的优质管理者;结合南部边境穆斯林社区的文化身份特征(宗教、语言、文化及传统等多元维度),联合社区网络开展主动参与式儿童照护;推动国家政策支持儿童发展中心提供清真(halal)餐食,减少儿童转学障碍;深入研究全国儿童发展中心心理健康专业人员的培养机制,以积极应对儿童行为问题。
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2024-03-28
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务