five

การใช้เทคนิคสนทนากลุ่มและระเบียบวิธีคิวในการประเมินความต้องการของเด็กต่างชาติชาวพม่า : กรณีศึกษาชุมชนผู้ย้ายถิ่นชาวพม่าในจังหวัดระนอง

收藏
DataCite Commons2022-05-04 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/CU.the.1999.479
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ข้อ คือ 1) เพื่อประเมินความต้องการของเด็กต่างชาติชาวพม่าในจังหวัดระนอง และ 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการประยุกต์ใช้เทคนิควิธีเชิงคุณภาพร่วมกับเชิงปริมาณ ประชากรคือ เด็กต่างชาติในจังหวัดระนอง เลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือแนวคำถามในการสนทนากลุ่ม บัตรรายการ และแบบสัมภาษณ์ปลายเปิด การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีวิเคราะห์แบบเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ความถี่ ร้อยละ และสหสัมพันธ์แบบอันดับ โดยมีขั้นตอนการวิจัยคือ (1) จัดสนทนากลุ่ม 6 กลุ่ม รวม 41 คน เพื่อรวบรวมรายการความต้องการ (2) จัดอันดับความสำคัญของรายการด้วยวิธีจัดอันดับแบบคิว โดยกลุ่มตัวอย่างจำนวน 134 คน (3) ตรวจสอบข้อค้นพบกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญในพื้นที่จำนวน 6 คน ผลการวิจัยสรุปได้ดับนี้ 1. กลุ่มตัวอย่างมีความต้องการด้านกายภาพเรื่องสภาพแวดล้อม สุขอนามัยชุมชน สุขอนามัยส่วนบุคคล น้ำบริโภคและโภชนาการ ความต้องการที่เกิดจากภัยคุกคาม การถูกละเมิดทางเพศ การทำงาน การใช้บริการรักษาพยาบาล และโดยภาพแล้วผู้ย้ายถิ่นตระหนักในความสำคัญของความต้องการด้านกายภาพ 2. กลุ่มตัวอย่างมีความต้องการด้านจิตใจเกี่ยวกับศาสนนา วัฒนธรรมประเพณีเดิม การปรับตัวกับสังคมใหม่ ความต้องการที่เกิดจากสภาวะกดดันภายในครอบครัว การทำงานและความสัมพันธ์กับคนไทย ภาวะยากลำบากของผู้ปกครอง ต้องการการปกป้องคุ้มครอง และต้องการสัญชาติไทย โดยภาพแล้วผู้ย้ายถิ่นตระหนักในความสำคัญของความต้องการด้านจิตใจ 3. กลุ่มตัวอย่างมีความต้องการด้านการศึกษาในเรื่องเนื้อหาวิชาเพศศึกษา วิชาชีพและวิชาพื้นฐานต่างๆ ส่วนด้านรูปแบบและการจัดการเรียนการสอนไม่พบว่าเป็นความต้องการที่สำคัญ โดยภาพรวมแล้ว ผู้ย้ายถิ่นยังไม่ตระหนักในความสำคัญของความต้องการด้านการศึกษามากนัก 4. เมื่อจำแนกกลุ่มตามตัวแปรภูมิหลังต่างๆ พบว่า ผู้ย้ายถิ่นมีความต้องการด้านกายภาพไม่แตกต่างกันความต้องการด้านจิตใจค่อนข้างแตกต่างกัน และความต้องการด้านการศึกษาแตกต่างกันมาก 5. ในด้านประสิทธิผลของการใช้ 2 เทคนิควิธี พบว่า แต่ละวิธีมีข้อดีและข้อจำกัดในการใช้งาน และแต่ละเทคนิควิธีสามารถเสริมจุดอ่อนของกันและกันได้ โดยสรุปแล้วในการประเมินความต้องการครั้งนี้ 2 เทคนิควิธีสามารถใช้ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

本研究旨在达成两项核心目标:其一为评估泰国拉廊府(Ranong Province)缅甸籍外籍儿童的各类需求;其二为探究质性研究方法与量化研究方法联合应用的实施效果。本研究的研究对象为拉廊府境内的外籍儿童,采用立意抽样(Purposive Sampling)方法选取样本,所用研究工具包括焦点小组访谈提纲(Focus Group Discussion Guide)、需求清单卡片与半结构化访谈问卷(Semi-structured Interview Questionnaire)。数据分析同时采用质性与量化分析路径,所使用的统计指标包括频次(Frequency)、百分比(Percentage)与等级相关系数(Rank Correlation Coefficient)。 研究实施步骤如下:(1) 开展6组焦点小组访谈,累计招募41名参与者,以收集需求条目清单;(2) 由134名参与者采用Q分类法(Q-sort Method)对收集到的需求条目进行重要性排序;(3) 邀请6名当地关键知情人(Key Informant)对研究发现进行验证。 本研究结果总结如下: 1. 研究对象的生理需求涵盖居住环境条件、社区公共卫生、个人卫生防护、饮用水供给与营养膳食等维度,同时还包括应对暴力威胁、预防性剥削、解决劳动权益问题以及获取医疗服务相关的需求。整体而言,外籍移民群体能够清晰认知生理需求的重要性。 2. 研究对象的心理需求涉及宗教信仰传承、传统民俗文化保留、适配新社会环境等内容,同时还存在因家庭内部压力、劳动困境、与本地泰国居民的人际关系冲突、监护人经济拮据所引发的心理诉求,此外还包括获得权益保护与泰国国籍的需求。整体而言,外籍移民群体能够充分认知心理需求的重要性。 3. 研究对象的教育需求集中于性教育课程、职业技能培训与基础学科学习等内容,但未发现学习形式与教学管理层面存在显著需求。整体而言,外籍移民群体对教育需求的重要性认知程度相对较低。 4. 按人口统计学变量进行分组分析后发现,不同群体的生理需求无显著组间差异,心理需求存在一定程度的组间差异,而教育需求则存在显著的组间差异。 5. 针对两种研究方法的应用效果评估显示,两种方法各有优势与局限性,且能够相互弥补彼此的短板。综上,在本次需求评估工作中,质性与量化研究方法可以高效结合使用。
提供机构:
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
创建时间:
2022-05-04
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务