ค่าเสียหายเชิงลงโทษ: ศึกษากรณีผู้ให้บริการสาธารณสุขกระทำทุรเวชปฏิบัติ
收藏DataCite Commons2025-05-06 更新2025-05-18 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2024.244
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
ค่าเสียหายเชิงลงโทษถูกนำมาใช้ในพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ในบทบัญญัติมาตรา 42 ผู้ประกอบธุรกิจที่ถูกฟ้องเป็นคดีผู้บริโภคจึงอาจถูกกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษได้ เนื่องจากค่าเสียหายเชิงลงโทษถูกนำมาใช้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการลงโทษและป้องปรามการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต เนื่องจากเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ เป็นไปเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบธุรกิจ โดยเอื้อประโยชน์แก่ผู้บริโภคในแง่วิธีพิจารณาความ พยานหลักฐาน ฯลฯ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคมากกว่าการใช้วิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งการนำค่าเสียหายเชิงลงโทษมาใช้ในคดีผู้บริโภคจึงเป็นหลักการที่ดีหลักการหนึ่งในการนำมาใช้เพื่อลงโทษผู้ประกอบธุรกิจที่กระทำการโดยมีพฤติการณ์ร้ายแรงกว่าปกติ หากผู้ประกอบธุรกิจกระทำการอันมีลักษณะตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 42 ก็อาจถูกกำหนดให้ชดใช้ค่าเสียหายเชิงลงโทษ ซึ่งมากไปกว่าค่าเสียหายที่แท้จริงได้ โดยคดีละเมิดที่เกิดจากการให้บริการสาธารณสุขในโรงพยาบาลของรัฐ ถูกตีความว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีผู้บริโภค ดังนั้นค่าเสียหายเชิงลงโทษจึงอาจถูกกำหนดขึ้นในคดีประเภทดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดีการให้บริการสาธารณสุขเป็นการให้บริการสาธารณะซึ่งผู้ให้บริการเรียกเก็บค่าบริการ เป็นไปเพื่อให้บริการสาธารณะของรัฐดำเนินการต่อไปได้ มิได้เป็นไปเพื่อแสวงหากำไรหรือผลประโยชน์ในทางธุรกิจ เช่นเดียวกับวัตถุประสงค์ของการประกอบธุรกิจที่ผู้ประกอบธุรกิจมุ่งแสวงหากำไรจากการประกอบธุรกิจ การนำค่าเสียหายเชิงลงโทษมาใช้กับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการให้บริการสาธารณสุขจึงเป็นประเด็นปัญหาว่า เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัตินี้แล้วหรือไม่ หรือหากนำมาใช้กับคดีประเภทดังกล่าวควรมีหลักเกณฑ์หรือวิธีการที่แตกต่างไปจากคดีผู้บริโภคประเภทอื่น ๆ หรือไม่ ประกอบกับบทบัญญัติมาตรา 42 ไม่ได้มีการบัญญัติหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษไว้อย่างชัดเจน ซึ่งอาจส่งต่อการตีความของศาลในการใช้ดุลพินิจในกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ จากการศึกษาพบว่า ในการนำค่าเสียหายมาปรับใช้มิได้พิจารณาจากประเภทคดี แต่พิจารณาจากพฤติการณ์ความร้ายแรง หรือความน่าตำหนิในการกระทำความผิดของผู้กระทำ โดยในบางประเทศหรือบางมลรัฐอาจกำหนดยกเว้นไม่นำค่าเสียหายเชิงลงโทษมาใช้กับคดีทางการแพทย์ขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศนั้น ๆ ซึ่งในเรื่องหลักเกณฑ์การกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษพบว่า หลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติมาตรา 42 แห่งพราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ยังมีข้อบกพร่องบางประการ เมื่อนำมาพิจารณาเข้ากับกรณีที่เกิดความเสียหายในทางการแพทย์ซึ่งมีความซับซ้อน และมีปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องหลายประการ อาจส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรม ประกอบกับการคิดค่าเสียหายที่แท้จริงหรือค่าเสียหายเชิงชดเชยในระบบกฎหมายไทยมีแนวโน้มที่ศาลจะกำหนดค่าเสียต่ำกว่าความเสียหายที่แท้จริง ซึ่งการที่ค่าเสียหายเชิงชดเชยไม่สามารถสะท้อนความเสีหยายที่เกิดขึ้นจริงได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากการกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษถูกกำหนดขึ้นโดยยึดโยงกับค่าเสียหายที่แท้จริง หากค่าเสียหายที่แท้จริงไม่สามารถสะท้อนความเสียหายทีเกิดขึ้นจริงได้ การนำค่าเสียหายเชิงลงโทษมาใช้อาจไม่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่มุ่งลงโทษผู้กระทำความผิดหรือป้องปรามการกระทำความผิดแต่กลับกลายเป็นการนำค่าเสียหายเชิงลงโทษมาชดเชยเยียวยาให้ผู้เสียหายกลับคืนสู่ฐานะเดิมเท่านั้น ดังนั้นเพื่อให้การกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน อาจต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์หรือวิธีการในการกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ รวมถึงแก้ไขอัตราขั้นสูงในการกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษซึ่งยังมีช่องว่างในการกำหนดค่าเสียหาย โดยในประเทศอังกฤษและประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีแบบแผนในการกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ และมีแนวคิดในการนำหลักการทางเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคิดค่าเสียหายที่เหมาะสม มาปรับใช้เพื่อให้การกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษอยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งแนวคิดว่าด้วยหลักการทางเศรษฐศาสตร์เป็นหลักการที่มีความเป็นสากล มิได้ใช้ได้เฉพาะระบบกฎหมายใดระบบกฎหมายหนึ่ง จึงอาจนำมาปรับใช้ในคดีละเมิดที่เกิดจากผู้ให้บริการสาธารณสุขทำละเมิดโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงได้
惩罚性损害赔偿(punitive damages)被纳入《佛历2551年消费者保护法》(Consumer Protection Act B.E. 2551)第42条的适用范畴,被提起消费纠纷诉讼的商事主体可能被判令支付惩罚性损害赔偿。该类赔偿的立法目的在于惩戒侵权行为人,并威慑未来同类违规行为的发生。消费者保护法的核心宗旨是保护消费者免受商事主体的压榨,相较于普通民事诉讼程序,该法在证据认定等环节更偏向于保障消费者权益,因此在消费纠纷中适用惩罚性损害赔偿,是针对存在严重过错的商事主体施以惩戒的合理实践。若商事主体实施了第42条规定的违规行为,法院可判令其支付高于实际损害金额的惩罚性赔偿。公立医院提供公共医疗服务过程中引发的侵权纠纷,已被司法实践认定属于消费纠纷范畴,因此此类案件同样可适用惩罚性损害赔偿。然而,公共医疗服务属于政府提供的公益服务,收取费用仅为维持公共医疗体系的持续运转,并非如普通商事主体般以营利为核心目的,因此在该类医疗侵权纠纷中适用惩罚性损害赔偿是否契合消费者保护法的立法原意,抑或是否需要采用区别于其他消费纠纷的裁判标准,成为学界与实务界的争议焦点。加之《佛历2551年消费者保护法》第42条并未明确规定惩罚性损害赔偿的具体计算标准,导致法院在裁量赔偿金额时拥有较大的自由裁量空间。现有研究显示,当前司法实践中,惩罚性赔偿的认定并非依据案件类型,而是以侵权行为的严重程度或可谴责性作为核心判断依据。部分国家或地区会根据本地立法,将医疗纠纷排除在惩罚性赔偿的适用范围之外。就惩罚性赔偿的计算标准而言,《佛历2522年消费者保护法》第42条仍存在一定制度缺陷,在涉及复杂且牵涉多维度影响因素的医疗损害纠纷中,该标准可能引发裁判不公。此外,泰国现行的补偿性损害赔偿(compensatory damages)制度中,法院判令的赔偿金额通常低于实际损失,而由于惩罚性损害赔偿的计算依附于实际损害金额,补偿性损害赔偿的不足同样会影响惩罚性赔偿的适用效果——此时惩罚性赔偿可能无法实现惩戒与威慑的立法目的,反而异化为对消费者的额外补偿。因此,为明确惩罚性损害赔偿的适用标准并统一裁判尺度,有必要制定专门的惩罚性赔偿计算规则与裁量方法,并调整当前惩罚性赔偿的倍率上限以填补现有规则的空白。英美两国已形成成熟的惩罚性赔偿适用模式,同时可引入经济学领域的合理损害赔偿理论,以确保惩罚性赔偿金额处于合理区间。该经济学理论具有普适性,并非局限于特定法系,因此可适用于存在严重过失的医疗服务侵权纠纷。
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2025-05-06



