พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560: ศึกษากรณีการจำคุกในเรือนจำเอกชน
收藏DataCite Commons2024-08-30 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2023.499
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
ปัจจุบันปัญหาอาชญากรรมมีแนวโน้มของความรุนแรง และซับซ้อนมากขึ้น ตามความเจริญของเทคโนโลยี และความทันสมัยของการสื่อสารแขนงต่างๆ อาชญากรรมจึงมีการพัฒนาควบคู่ไปกับความเจริญของสังคมและเทคโนโลยี ดังนั้น สังคมยิ่งมีความเจริญมากเท่าใด อาชญากรรมก็จะเจริญเติบโตมากขึ้นเป็นเงาตามตัว อันเป็นพฤติกรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การป้องกันและปรามปรามอาชญากรรมต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ซึ่งกรมราชทัณฑ์เป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่มีภารกิจหลักในการทำหน้าที่บำบัด แก้ไข ขัดเกลา ปรับเปลี่ยน ทัศนคติ และพฤติกรรมของผู้กระทำความผิด รวมทั้งเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อให้ผู้กระทำความผิดกลับคืนสู่สังคม และใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข รวมไปถึงการลงโทษเพื่อไม่ให้ผู้กระทำความผิดหวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีกครั้ง โดยเรือนจำถือเป็นหน่วยงานสุดท้ายในกระบวนการยุติธรรม จึงมีภารกิจหลักตามกฎหมายในการควบคุมดูแลผู้ต้องโทษตามคำพิพากษา แต่เนื่องจากในปัจจุบัน สภาพเศรษฐกิจและสังคมที่มีการแข่งขันสูง หรือสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้มีการกระทำความผิดและเข้าสู่ระบบเรือนจำเพิ่มสูงขึ้น แต่ทางกลับกันเรือนจำมีจำนวนและขนาดเท่าเดิม อีกทั้ง นโยบายในการปรับโครงสร้างของรัฐและงบประมาณที่จำกัด ทำให้จำนวนเจ้าหน้าที่และงบประมาณในการจัดจ้างเจ้าหน้าที่ถูกจำกัดไปด้วย ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ที่ตามมาเช่น ปัญหาผู้ต้องหาล้นเรือนจำ แม้ว่าในปัจจุบันปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำในประเทศไทยจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่จากข้อมูลสถิติของกรมราชทัณฑ์ในช่วงระยะเวลา 1-2 ปี ที่ผ่านมา ระบุว่าเรือนจำสามารถรับผู้ต้องขังได้แค่ประมาณ 200,000 คน ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ต้องขังมากกว่า 300,000 คน เกินกว่าจำนวนที่เรือนจำรองรับได้ ทั้งนี้ นอกจากจะเพิ่มภาระหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะกระทรวงยุติธรรมในการนำงบประมาณมากกว่าครึ่งที่ได้รับมาในแต่ละปีไปดูแลผู้ต้องขังแล้ว การที่เรือนจำมีสภาพแวดล้อมแออัดยังส่งผลกระทบต่อสภาวะทางร่างกายและจิตใจของผู้ที่อยู่ในเรือนจำ ทำให้ขาดแคลนพื้นที่และงบประมาณเพื่อจัดหาโครงการฝึกอบรมเพื่อฟื้นฟูเยียวยา ทั้งยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ เมื่อผู้ต้องขังที่พ้นโทษมาแล้วถูกตีตราจากสังคม จนไม่สามารถหาเลี้ยงชีพได้หลังได้รับการปล่อยตัว จนสุดท้ายต้องกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก และปัญหาต่างๆ ที่ตามมาจากการที่เรือนจำมีผู้ต้องขังล้นเรือนจำ ได้แก่ การอยู่อย่างแออัดยัดเยียด การจัดสวัสดิการให้แก่ผู้ต้องขัง การแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังที่ไม่มีประสิทธิภาพพอ การขาดงบประมาณและกำลังคนเจ้าหน้าที่ ทำให้เสี่ยงต่อการหลบหนีและการจับเจ้าหน้าที่เป็นเป็นตัวประกัน การใช้ความรุนแรง การจัดสภาพแวดล้อมและสุขาภิบาลในเรือนจำ การแพร่กระจายของโรคติดต่อ เป็นต้น รวมถึงปัญหาในด้านการบริหารของกรมราชทัณฑ์ เช่น การขาดการตรวจสอบประเมินผลที่เป็นรูปธรรม และขาดคู่แข่งที่จะมาเปรียบเทียบในเชิงการบริหารและบริการ ทำให้การพัฒนาองค์กรเป็นไปได้ช้าด้วยเหตุผลหลายประการที่ได้กล่าวมานั้น รัฐได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหามาแล้วหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดเป็นโทษปรับสำหรับผู้กระทำผิดครั้งแรก การอนุญาตให้ผู้ที่รอการไต่สวนในความผิดบางประเภทได้รับการประกันตัว หรืออาจใช้วิธีควบคุมตัวในบ้าน โดยมีการติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) เพื่อป้องกันการหลบหนี รวมถึงการส่งกลับผู้ต้องขังที่เป็นชาวต่างชาติ แต่มาตรการต่างๆ ไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากนัก เมื่อรัฐไม่สามารถที่จะแก้ไข ควบคุม หรือให้ความช่วยเหลือผู้ต้องขังได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงทำให้เกิดแนวคิดที่จะให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงานเรือนจำแทนรัฐหรือร่วมกับรัฐ โดยเชื่อกันว่าการให้เอกชนมาช่วยบริหารเรือนจำนั้น สามารถช่วยลดภาระด้านงบประมาณของรัฐ สามารถบริหารงานได้คล่องตัวกว่า เนื่องจากไม่มีกฎระเบียบที่ซับซ้อน สามารถใช้แรงงานผู้ต้องขังให้เป็นประโยชน์กับทางเรือนจำ โดยมีการเปรียบเทียบกันระหว่างเรือนจำรัฐและเรือนจำเอกชนในด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน อันจะนำไปสู่การแข่งขันเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานของทั้งสองฝ่ายได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากมีการจัดตั้งเรือนจำเอกชนหรือให้เอกชนเข้ามาดำเนินกิจการเรือนจำในประเทศไทย พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรือนจำ การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่โดยตรง ยังคงขาดความชัดเจนในเรื่องหลักเกณฑ์การอนุญาตเอกชนบริหารจัดหารเรือนจำ รวมทั้งประเภทผู้ต้องขังที่จะถูกคุมขังในเรือนจำเอกชน การทำสัญญาระหว่างรัฐกับเอกชนในการบริหารเรือนจำเอกชน การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในเรือนจำเอกชน ส่งผลให้การนำระบบเรือนจำเอกชนยังไม่สามารถที่จะกระทำได้ ทั้งที่ต่างประเทศที่ได้มีการจัดตั้งเรือนจำเอกชนมาเป็นระยะเวลานานแล้ว ขณะที่ประเทศไทยประสบปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำ ขาดแคลนอัตรากำลังเจ้าหน้าที่คุมขัง ขาดรูปแบบวิธีปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง โดยเรือนจำเอกชนจะเป็นทางเลือกหนึ่งเพื่อช่วยลดความแออัดในเรือนจำ และการแข่งขันของภาคเอกชนจะช่วยยกระดับการดูแลผู้ต้องขังให้มีมาตรฐานสากล
当前犯罪正呈现暴力化与复杂化的发展趋势。伴随科技进步与各通信领域的现代化,犯罪活动亦随社会与科技的发展同步演化,社会发展程度越高,犯罪滋生便愈演愈烈,此为难以规避的客观现象。预防与震慑犯罪需全社会各方协同协作,泰国监狱署(Department of Corrections)作为刑事司法流程中的核心主体,其核心职责在于对罪犯开展矫正、改造、教育、感化与行为重塑工作,同时为罪犯回归社会、恢复正常生活做好全方位准备,并通过刑罚执行防止罪犯再次犯罪。监狱作为刑事司法流程的最终环节,其核心法定职责为依法监管经法院判决的服刑人员。
然而当前经济社会竞争加剧、社会结构快速变迁,导致犯罪率攀升,入狱人数大幅增加,但监狱的数量与规模并未同步扩张;加之政府机构改革政策与财政预算受限,监狱的人员编制与狱警聘用预算均被压缩,由此衍生出监狱人满为患等诸多问题。尽管目前泰国监狱的人满为患问题已有所缓和,但根据泰国监狱署近1-2年的统计数据,全国监狱的最大设计容纳量约为20万人,而当前实际在押人数已超30万,远超承载上限。
这一现状不仅大幅增加了政府,尤其是泰国司法部(Ministry of Justice)的财政负担——每年需将逾半数的司法预算投入在押人员的监管工作中;拥挤的监狱环境更会严重损害服刑人员的身心健康,同时因空间与预算不足,难以开展系统化的矫正培训与康复帮扶项目。此外还会引发连锁负面效应:刑满释放人员往往遭受社会污名化,难以通过合法途径谋生,最终再次走上犯罪道路。监狱人满为患还会带来一系列衍生问题,包括服刑人员居住空间拥挤不堪、在押人员福利保障不足、矫正改造工作效能低下、预算与警力资源短缺,进而诱发越狱事件、狱警被劫持为人质、狱内暴力冲突、监狱环境卫生状况恶化、传染病传播等风险。同时,泰国监狱署自身也存在管理层面的诸多短板,例如缺乏具象化的绩效评估机制,缺乏管理与服务层面的对标竞争对象,导致组织发展进程迟缓。
为此,泰国政府已推出多项整改措施,包括对初犯者处以罚金刑、允许部分类型的待审嫌疑人获得保释,或采用居家监管模式并安装电子监控(Electronic Monitoring, EM)设备以防止脱逃,以及遣返外籍服刑人员,但上述措施均未取得预期的显著成效。当政府无法有效履行对服刑人员的监管与帮扶职责时,引入私营部门参与监狱管理,或与私营部门合作运营监狱的思路应运而生。
业界普遍认为,私营部门参与监狱管理可有效减轻政府的财政负担,运营机制更为灵活——无需受繁复的公共行政法规约束,同时能够更高效地利用服刑人员劳动力。通过对比公立监狱与私营监狱的运营效能,可形成良性竞争以推动双方共同提升运营效率。
但即便如此,若要在泰国设立私营监狱或引入私营资本运营监狱,泰国《监狱法(佛历2560年,พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560)》作为直接规范监狱运作、在押人员待遇与狱警履职的核心法律,在私营监狱的许可准入标准、可关押的在押人员类型、公私双方的监狱运营合同条款、私营监狱在押人员的待遇规范等核心议题上仍存在模糊不清之处,导致私营监狱模式难以落地实施。尽管海外多国早已长期推行私营监狱模式,但泰国当前正面临监狱人满为患、监管警力短缺、在押人员标准化管理模式匮乏等多重困境,私营监狱不失为缓解监狱拥挤状况的可行方案之一,而私营部门的竞争也有助于推动泰国监狱监管服务体系达到国际标准。
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2024-08-30



