five

การศึกษาแนวทางการพัฒนาแหล่งรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: กรณีศึกษากรุงเทพมหานครเทียบเคียงกับมหานครโตเกียว

收藏
DataCite Commons2023-01-13 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2021.1126
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
การศึกษาเรื่อง “ การศึกษาแนวทางการพัฒนาแหล่งรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีศึกษากรุงเทพมหานครเทียบเคียงกับมหานครโตเกียว” มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจถึงการกระจายอำนาจทางการคลังในมิติด้านรายได้ที่กรุงเทพมหานครและมหานครโตเกียวได้รับจากส่วนกลาง เพื่อวิเคราะห์และเทียบเคียงแหล่งรายได้ของกรุงเทพมหานครและมหานครโตเกียว และเพื่อจัดทำแนวทางการพัฒนาแหล่งรายได้ของกรุงเทพมหานครด้วยข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์และเทียบเคียงแหล่งรายได้ของกรุงเทพมหานครและมหานครโตเกียวโดยทำการศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น ระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมายต่างๆ วิทยานิพนธ์ บทความ สถิติ เอกสารทางวิชาการและรายงาน ทางการคลังและงบประมาณ เป็นต้น และมีการสัมภาษณ์กลุ่มผู้บริหารระดับสูงหรือระดับกลางและผู้ปฏิบัติงานของกรุงเทพมหานครที่มีประสบการณ์ในการบริหารหรือปฏิบัติงานด้านการคลังและงบประมาณของกรุงเทพมหานคร และสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการคลังและงบประมาณหรือผู้ที่มีความรู้ในเรื่องของการคลังและงบประมาณของมหานครโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จากการศึกษาพบว่ามหาโตเกียวมีโครงสร้างด้านรายได้ที่มีความยืดหยุ่น โดยงบประมาณของมหานครโตเกียวโดยส่วนใหญนั้นมาจากรายได้ของท้องถิ่นซึ่งมหานครโตเกียวจัดเก็บเองซึ่งไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง แสดงให้เห็นถึงความเป็นอิสระในการบริหารจัดการรายได้ของตนเองที่มีค่อนข้างสูง นอกจากนี้มหานครโตเกียวยังสามารถปรับอัตราและขยายฐานรายได้ของมหานครโตเกียวได้เองโดยไม่ได้มีขั้นตอนที่ยุ่งยากมากนักและไม่จำเป็นต้องดำเนินการผ่านรัฐบาลส่วนกลาง นอกจากนี้รัฐบาลมหานครโตเกียวและรัฐบาลกลางของญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีดจิทัลในการจัดเก็บและการบริหารจัดการด้านรายได้ รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลด้านรายได้ระหว่างมหานครโตเกียวและหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้องได้อย่างไร้รอยต่อและสามารถเข้าถึงข้อมูลที่มีความเฉพาะได้โดยสะดวกทำให้มีผลต่อการจัดเก็บรายได้ที่ครอบคลุม สมบูรณ์และถูกต้อง ไม่สูญเสียเม็ดเงินไปจากการขาดข้อมูลในการจัดเก็บ และสามารถทุ่นแรงของผู้ปฏิบัติงานได้ ขณะที่กรุงเทพมหานครข้อจำกัดทางโครงสร้างรายได้ที่สำคัญมากคือการที่กรุงเทพมหานครสามารถจัดเก็บรายได้ได้เองเพียงร้อยละ 10 – 20 ของรายได้ทั้งหมดโดยรายได้ส่วนใหญ่ของกรุงเทพมหานครมาจากการที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้ ซึ่งกรุงเทพมหานครจะเข้าไปปรับแก้และพัฒนารายได้ดังกล่าวตามต้องการนั้นเป็นไปไม่ได้นอกจากจะแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรายได้ประเภทนั้นๆ ซึ่งมีความยุ่งยากซับซ้อน แสดงถึงความยืดหยุ่นที่ค่อนข้างน้อยของโครงสร้างรายได้ นอกจากนี้ข้อมูลด้านรายได้ โดยเฉพาะข้อมูลผู้เสียภาษีส่วนใหญ่จะบันทึกไว้ในฐานข้อมูลของหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้องซึ่งกรุงเทพมหานครมักจะเข้าถึงได้ยากและได้รับการถ่ายโอนข้อมูลดังกล่าวมาไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะเมื่อมีการประกาศใช้ภาษีใหม่เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง อีกทั้งกรุงเทพมหานครยังไม่มีเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมากพอในการเก็บข้อมูลต่างๆ สำหรับการจัดเก็บและประเมินภาษีและรายได้ที่กรุงเทพมหานครเป็นผู้จัดเก็บ แม้ว่ากรุงเทพมหานครพยายามจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่การดำเนินการมีความยุ่งยากและใช้เวลานาน อีกทั้งรายได้บางประเภทแม้จะมีการออนุมัติและประกาศให้มีการจัดเก็บได้แล้วแต่ยังมีเลื่อนการจัดเก็บออกไป หรือในบางกรณีจะถูกปฏิเสธการขอปรับปรุงและพัฒนารายได้ดังกล่าวเนื่องจากปัจจัยทางการเมืองและวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร นอกจากนี้กรุงเทพมหานครยังประสบปัญหาในการประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจในการจัดเก็บภาษีและรายได้ต่างๆ ล่วงหน้า ส่งผลให้ประชาชนไม่เห็นความสำคัญและไม่เข้าใจในวิธีการเสียภาษีและชำระค่าธรรมเนียมและรายได้ต่างๆ ทำให้กรุงเทพมหานครได้รับรายได้ที่ไม่ครบถ้วน และกรุงเทพมหานครยังมีปัญหาด้านบุคลากรทมี่ไม่เพียงพอ รวมถึงบุคลากรขาดความรู้ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านและนิติกรที่ดำเนินงานด้านรายได้โดยเฉพาะ ทั้งนี้ จากการการศึกษาข้างต้นสามารถนำมาเป็นข้อเสนอแนะให้แก่กรุงเทพมหานครได้ ได้ดังนี้ (1) กรุงเทพมหานครควรพิจารณาให้มีการเช่าพื้นที่เพื่อจัดทำสาธารณะประโยชน์หรือจัดกิจกรรมต่างๆ โดยกรุงเทพมหานครต้องมีการสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลแบบละเอียดของทรัพย์สินที่กรุงเทพมหานครเป็นเจ้าของเพื่อประเมินในประเด็นต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือการนำไปใช้ประเมินและวิเคราะห์ทรัพย์สินของกรุงเทพมหานครว่าจะสามารถนำไปใช้งานและจัดเก็บรายได้จากทรัพย์สินดังกล่าวได้อย่างไร (2) เพิ่มประเภทรายได้ ได้แก่ การออกพันธบัตรท้องถิ่น การจัดเก็บภาษีผังเมือง (City Planning Tax) ภาษีจัดตั้งสถานประกอบการ (Establishment Tax) ภาษีเพื่อการตั้งถิ่นฐานของนิติบุคคล (Corporate Inhabitant Tax) และภาษีและ/หรือค่าธรรมเนียมสิ่งแวดล้อม (3) เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ ได้แก่ การสำรวจภาษีและรายได้ที่มีแหล่งกำเนิดที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ของกรุงเทพมหานครเพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการตัดสินใจในการเสนอขอให้เป็นอำนาจของกรุงเทพมหาหนครในการจัดเก็บได้เอง รวมถึงควรมีการจัดทำฐานข้อมูลก่อนการประกาศจัดเก็บรายได้ต่างๆ เป็นเรื่องที่ควรกระทำอย่างครอบคลุม เพื่อประเมินสถานการณ์ในการจัดเก็บรายได้ให้ลดช่องโหว่ในการจัดเก็บให้ได้มากที่สุดก่อนการประกาศให้มีการจัดเก็บรายได้นั้นๆ อีกทั้ง กรุงเทพมหานครควรมีการนำเอากระบวนการการจัดเก็บภาษีทั้งหมดมาจัดทำให้อยู่ในระบบออนไลน์ทั้งหมดแบบครบวงจร และควรมีการเชื่อมฐานข้อมูลการเสียภาษีระหว่างเขตและเชื่อมโยงข้อมูลรายได้และผู้เสียภาษีกับหน่วยงานภายนอกให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้อย่างรวดเร็ว ครบถ้วนและไร้รอยต่อ ผ่านระบบและฐานข้อมูลที่มีรูปแบบ (Pattern) เดียวกัน โดยเทคโนโลยีที่ใช้ดำเนินการดังกล่าวควรมีความเชื่อมโยงกับข้อมูลในเชิงพื้นที่และสามารถแสดงผลการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลทรัพย์ที่ใช้ประเมินภาษีและข้อมูลผู้เสียภาษีได้ทันทีที่มีการเปลี่ยนแปลงของข้อมูล และสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้กรุงเทพมหานครควรให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์การจัดเก็บรายได้ให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึงทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ และควรมีเนื้อหาที่ตรงประเด็นและประชาชนเข้าใจง่ายและเป็นปัจจุบัน โดยประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปดูและตรวจสอบได้ทันที สุดท้ายคือควรมีการเพิ่มอัตรากำลังและคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงานในด้านดังกล่าวโดยเฉพาะในพื้นที่เขตต่างๆ มากขึ้น

本研究主题为「曼谷都会区地方政府收入来源发展路径研究——以曼谷与东京都对比分析为例」。本研究旨在厘清曼谷都会区与东京都从中央政府获取的财政收入分配维度,分析并对比两地的收入来源,并基于对曼谷与东京都收入来源的分析与对比结果,为曼谷都会区制定收入来源发展路径。本研究通过查阅相关文献,包括各类法规、条例、法律、学位论文、学术期刊、统计数据、财政与预算相关学术文档及报告等,并访谈了曼谷都会区财政与预算领域的高中级管理人员及具备相关工作经验的一线从业人员,同时访谈了日本东京都财政与预算领域的从业人员及相关领域专家。研究结果显示,东京都拥有弹性较强的收入结构,其财政收入主要来源于本地自主征收的收入,几乎无需中央政府补助,体现出其较高的收入管理自主权。此外,东京都可自主调整税率、扩大税基,无需复杂流程或经由中央政府审批。同时,东京都政府与日本中央政府均重视收入征收与管理的数字化技术发展,包括推动东京都与相关外部机构间的收入数据无缝对接,实现精准数据的便捷获取,这有助于实现全面、完整且准确的收入征收,避免因数据缺失导致的财政收入流失,同时减轻从业人员的工作负担。反观曼谷都会区,其收入结构面临的核心限制在于:本地自主征收收入仅占总收入的10%-20%,绝大多数收入由其他政府部门代为征收,曼谷都会区无法自行调整或优化此类收入,除非修订相关涉收入法律,而该流程复杂繁琐,体现出其收入结构弹性较低。此外,多数收入相关数据(尤其是纳税人数据)存储于相关外部机构的数据库中,曼谷都会区难以获取,且数据传输往往不完整,例如在新增土地及建筑物税等税种的推行过程中便存在此类问题。同时,曼谷都会区缺乏足够高效的技术手段来征收、管理自身负责的税种与收入。尽管曼谷都会区试图解决此类问题,但实施过程复杂且耗时;部分税种虽经审批并公布可征收,但实际征收进度滞后,部分收入优化申请还因政治因素及管理层理念问题被否决。此外,曼谷都会区还面临税收与收入宣传不足的问题,公众未能充分认识其重要性,也不了解纳税及缴费方式,导致收入征收不完整;同时,曼谷都会区存在人力资源不足的问题,相关从业人员缺乏全面的专业知识,且缺乏专门负责收入管理的法务人员。基于上述研究,本研究为曼谷都会区提出以下建议:1. 曼谷都会区应考虑出租土地用于公共设施建设或各类活动开展,首先需全面梳理并建立详细的自有资产数据库,以开展各类评估工作,核心目标在于评估并分析如何利用此类资产获取收入。2. 拓展收入类型,包括发行地方债券、征收城市规划税(City Planning Tax)、企业设立税(Establishment Tax)、企业居民税(Corporate Inhabitant Tax)以及环境相关税费/规费。3. 提升收入征收效率:一是全面摸排曼谷都会区内产生的各类税源,利用相关数据申请自主征收权限,并在公布新收入征收政策前建立完整的数据库,以评估征收现状、最大程度填补征收漏洞;二是推动所有税收征收流程实现全线上闭环管理,建立辖区间税收数据对接机制,并统一数据格式,实现与外部机构间的收入及纳税人数据快速、完整、无缝交换;所采用的技术应能与空间数据联动,实时展示用于税收评估的资产数据及纳税人数据的变化情况,并实现空间数据的便捷访问;三是全面开展线上线下结合的收入征收宣传工作,内容需贴合公众需求、通俗易懂且与时俱进,确保公众可随时查询相关信息;四是扩充相关领域的人力资源,尤其是各辖区的从业人员数量,并提升其专业能力。
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2023-01-13
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务