five

การคุ้มครองบุคคลโดยคำสั่งห้ามเข้าใกล้

收藏
DataCite Commons2024-06-12 更新2024-07-13 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2022.1590
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงปัญหาเรื่องมาตรการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลจากเหตุอาชญากรรมในกรณีที่การกระทำความผิดยังไม่เกิดขึ้นของประเทศไทย กล่าวคือ การคุ้มครองบุคคลจากเหตุอาชญากรรมนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐ สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐจะมอบให้แก่ประชาชนในประเทศ เป็นพันธะเชิงบวกของเจ้าหน้าที่รัฐในการใช้มาตรการป้องกันเพื่อปกป้องบุคคลที่ชีวิตมีความเสี่ยงจากการกระทำความผิดทางอาญาของบุคคลอื่น ซึ่งมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมการก่ออาชญากรรมมากที่สุดคือ การกำหนดโทษทางอาญา เมื่อมีผู้ใดกระทำการอันใดที่กฎหมายห้าม ผู้นั้นต้องถูกลงโทษ เป็นการควบคุมอาชญากรรมโดยอาศัยความรุนแรงของบทลงโทษทางอาญา แต่ทั้งนี้ การควบคุมการก่ออาชญากรรมในรูปแบบดังกล่าว เป็นการที่รัฐเข้ามาควบคุมหลังจากเกิดการกระทำความผิดและความเสียหายไปแล้ว บางความเสียหายก็ไม่อาจได้รับการชดเชยได้ด้วยการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ การควบคุมการก่ออาชญากรรมหรือการป้องกันอาชญากรรมที่ควรจะเป็นคือ การลดช่องทางหรือโอกาสของการกระทำความผิด สกัดกั้นมิให้มีการกระทำความผิดใดๆ เกิดขึ้น ในประเทศไทยมีคำสั่งคุ้มครองบุคคลจากเหตุอาชญากรรมแม้การกระทำความผิดยังไม่เกิดก็จริง แต่หลักเกณฑ์และเงื่อนไขของคำสั่งนั้นยังไม่ชัดแจ้งและไม่ครอบคลุม จำกัดสิทธิในการร้องขอเป็นเพียงของพนักงานอัยการเท่านั้น มิได้ให้โอกาสผู้เสียหายหรือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อได้ใช้สิทธิดังกล่าวเพื่อตนเอง อีกทั้งสภาพบังคับของคำสั่งคุ้มครองนั้นยังไม่หนักแน่นเพียงพอที่จะควบคุมการกระทำของผู้กระทำได้ ส่งผลให้อาชญากรรมยังคงเกิดขึ้นต่อไป ตามประเด็นที่กล่าวมาข้างต้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ใช้วิธีการศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลียตะวันตก และอังกฤษ ซึ่งปรากฎว่าทั้งสองประเทศนั้นล้วนมีมาตรการคุ้มครองบุคคลจากเหตุอาชญากรรมในกรณีที่การกระทำความผิดยังไม่เกิดขึ้นทั้งสิ้น ด้วยเหตุเช่นนี้ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาและวิเคราะห์เกี่ยวกับหลักเกณฑ์เงื่อนไขของมาตรการดังกล่าว เพื่อนำมาเสนอให้กับประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า ในออสเตรเลียตะวันตกและอังกฤษได้ให้สิทธิแก่ผู้เสียหายหรือเหยื่อในการร้องขอให้มีการคุ้มครอง ซึ่งต่างจากไทยที่กำหนดไว้เพียงพนักงานอัยการและศาล หลักเกณฑ์ในการร้องขอให้มีคำสั่งคุ้มครองของออสเตรเลียตะวันตกถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าการกระทำลักษณะใดบ้างที่สามารถร้องขอได้ ซึ่งต่างจากอังกฤษ ที่กำหนดไว้อย่างกว้างและให้ภาระการพิสูจน์ตกเป็นฝ่ายผู้ร้องขอในการแสดงให้ศาลเห็นว่าผู้ร้องเดือดร้อนหรือได้รับอันตรายอย่างไร และในส่วนของสภาพบังคับของคำสั่งนั้น ทั้งสองประเทศกำหนดไว้ตรงกันคือ คำสั่งคุ้มครองนั้นมิได้มีสภาพเป็นคำสั่งหรือโทษทางอาญา แต่หากมีการฝ่าฝืนคำสั่งของศาลเมื่อใด เมื่อนั้นถือว่ากระทำความผิดอาญาและต้องถูกระวางโทษทางอาญา โดยความหนักเบาของโทษนั้นขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของการกระทำ ประเทศไทยจึงควรแก้ไขและปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของมาตรการคุ้มครองบุคคลจากเหตุอาชญากรรมในกรณีที่การกระทำความผิดยังไม่เกิดขึ้น เพื่อประสิทธิภาพในการคุ้มครองประชาชนและความแน่นอนในการบังคับใช้กฎหมาย

本论文旨在研究泰国在犯罪行为尚未发生的情形下,个人权利与自由的保护措施相关问题。详言之,保护个人免受犯罪侵害系国家之法定职责,生命权与身体自由权为国家赋予本国国民的基础性权利,亦是国家工作人员采取预防性措施以保护生命面临他人刑事犯罪风险之个人的积极义务。 当前最为有效的犯罪控制措施当属刑事处罚:即任何人实施法律所禁止的行为时,均应受到惩处,依靠刑事处罚的威慑力实现犯罪控制。然此种犯罪控制模式系在犯罪行为已然发生并造成损害后方才启动,部分损害无法通过处罚行为人获得弥补。真正合理的犯罪控制或预防措施,应当在于削减犯罪实施的渠道与机会,阻断任何犯罪行为的发生。 泰国虽已确立犯罪尚未发生时保护个人免受犯罪侵害的相关命令,但该命令的适用准则与条件仍不明晰、覆盖范围亦不全面,且仅赋予检察官享有申请资格,未赋予被害人或潜在受害者自行行使该项权利的空间。此外,该保护命令的强制力亦不足以约束潜在行为人,导致犯罪仍持续发生。 基于前述议题,本论文采用比较研究方法,参考澳大利亚西部与英国的相关立法。研究表明,上述两国均已建立完备的、针对犯罪尚未发生情形的个人保护措施。有鉴于此,本论文旨在研究并分析上述保护措施的准则与条件,以期为泰国提供本土化的优化参考。 经研究发现,澳大利亚西部与英国均赋予被害人或潜在受害者申请保护的权利,与泰国仅规定检察官与法院可处理相关申请的模式截然不同。澳大利亚西部的保护令申请准则明确规定了可提出申请的具体行为类型,而英国的相关规定则较为宽泛,且要求申请人承担举证责任,向法庭证明其自身遭受困扰或面临现实危险。在保护令的强制力层面,两国的规定一致:保护令本身并非刑事命令或处罚,但任何违反法院保护令的行为均构成刑事犯罪,应受刑事惩处,处罚轻重则取决于行为的恶劣程度。 综上,泰国应当修订并完善犯罪尚未发生情形下的个人免受犯罪侵害保护措施的准则与条件,以提升国民保护效能与法律执行的确定性。
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2024-06-12
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务