การศึกษากลไกของกรุงเทพมหานครในการบริหารจัดการศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อผู้ป่วยโควิด-19: กรณีศึกษาศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อผู้ป่วยโควิด-19 เขตพระนคร
收藏DataCite Commons2023-01-10 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2021.1104
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
การศึกษาวิจัย เรื่อง “การศึกษากลไกของกรุงเทพมหานครในการบริหารจัดการศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อผู้ป่วยโควิด-19 กรณีศึกษาศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อผู้ป่วยโควิด-19 เขตพระนคร” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลไกที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อผู้ป่วยโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งผ่านการดำเนินการในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งด้านกฎหมาย การบริหารราชการ และการบริหารจัดการในสภาวะวิกฤติ รวมทั้งศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการศูนย์พักคอยฯ เพื่อให้ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการบริหารจัดการศูนย์พักคอยฯ ในพื้นที่ชุมชนอื่น ๆ ที่ประสบปัญหาจากการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว และเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาการบริหารจัดการศูนย์พักคอยฯ ให้สามารถรองรับผู้ติดเชื้อ โควิด-19 ที่เข้ามาพักพิงได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นการศึกษาวิจัยนี้ได้ใช้การวิจัยเชิงผสมผสาน (Mixed Methods Research) ซึ่งประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ได้แก่ การศึกษาข้อมูลทางเอกสาร (Documentary Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับกลุ่มตัวอย่างเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้รับบริการศูนย์พักคอยฯ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการบริหารจัดการศูนย์พักคอยฯ เขตพระนคร จำนวน 12 ตัวอย่าง ร่วมกับการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือสำหรับการวิจัยกับกลุ่มตัวอย่างเจ้าหน้าที่ในคณะกรรมการบริหารจัดการศูนย์พักคอยฯ เขตพระนคร ประชาชนผู้รับบริการศูนย์พักคอยฯ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการบริหารจัดการศูนย์พักคอยฯ เขตพระนคร จำนวน 103 ตัวอย่าง จากผลการศึกษาวิจัย สรุปได้ว่า กลไกสำคัญของกรุงเทพมหานครที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการศูนย์พักคอยฯ เขตพระนคร ได้แก่ 1) ทัศนคติที่ดีของบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน 2) ผู้นำขององค์การที่มีภาวะผู้นำสูง มีทักษะในการสื่อสารและความสามารถในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ 3) การ บูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อรวบรวมทรัพยากรจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้ขับเคลื่อนให้การปฏิบัติภารกิจ ต่าง ๆ ของศูนย์พักคอยฯ ประสบผลสำเร็จ 4) ความร่วมมือร่วมใจในการปฏิบัติงานทั้งภายในและระหว่างหน่วยงาน การทำงานเป็นทีม และความเชื่อมั่นเชื่อใจต่อทีมที่ทำงานร่วมกัน 5) กฎหมาย เป็นการให้อำนาจกับผู้ปฏิบัติงานและกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบให้ผู้ปฏิบัติงานต้องปฏิบัติตาม 6) การสื่อสารสาธารณะกับภาคประชาชน และสังคม เพื่อให้เกิดความร่วมมือของระบบสังคมเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และลดความขัดแย้งของกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม และการสื่อสารระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการ เพื่อให้การบริหารจัดการบรรลุเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ รวมทั้งการมีระบบสารสนเทศที่มีคุณภาพ มีการเชื่อมโยงบูรณาการข้อมูลต่าง ๆ ที่สำคัญให้เป็นระบบเดียวกันทั้งระบบ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำมาใช้ในการบริหารจัดการได้ 7) ความเป็นมืออาชีพของบุคลากร บุคลากรมีความรู้ ความสามารถและเข้าใจทักษะการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ และการใช้ระเบียบต่าง ๆ ในการปฏิบัติงาน รวมทั้งมีการฝึกฝนตนเองและแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ อย่างสม่ำเสมอ 8) ความยืดหยุ่น การบริหารจัดการในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งมีความไม่แน่นอนของสถานการณ์ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผู้ปฏิบัติงานต้องมีแนวทางปฏิบัติใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์ เพื่อแก้ไขปัญหาท้าทายต่าง ๆ ซึ่งมักจะเกิดขึ้น และโครงสร้างขององค์การควรมีความยืดหยุ่น คล่องตัว เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ และเอื้อให้เกิดการประสานงานในแนวระนาบ และเครือข่าย 9) การประสานงานทั้งภายในและระหว่างหน่วยงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งควรมีการกำหนดหน้าที่ ความรับผิดชอบ ภาระงานให้กับแต่ละบุคคล หรือหน่วยงาน และวางรูปแบบการประสานงานและความร่วมมือว่าหน่วยงานใดจะปฏิบัติเนื้องานใดให้ชัดเจน และ 10) การได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่ ปัญหาและอุปสรรคที่พบในการบริหารจัดการศูนย์พักคอยฯ เขตพระนคร คือ การประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดกรุงเทพมหานคร ได้แก่ สำนักการแพทย์ สำนักอนามัย และสำนักงานเขต เกี่ยวกับการส่งเจ้าหน้าที่และบุคลากรทางการแพทย์ของกรุงเทพมหานครเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในศูนย์พักคอยฯ การประสานส่งตัวผู้ป่วยโควิด-19 ไปรักษาต่อยังโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลอื่น ๆ ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สูง ปริมาณเตียงในโรงพยาบาลไม่เพียงพอ ทำให้การติดต่อประสานงานไปยังโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลอื่น ๆ มีความล่าช้า และการไม่มีระบบสารสนเทศที่มีการเชื่อมโยงบูรณาการข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการศูนย์พักคอยฯ ให้เป็นระบบข้อมูลเดียวกันทั้งระบบ สำหรับนำมาใช้ในการวางแผนป้องกันและวิเคราะห์ความเสี่ยงในพื้นที่ ทั้งนี้ ผู้ศึกษาได้เสนอแนะแนวทางในการบริหารจัดการศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อผู้ป่วยโควิด-19 ดังนี้ 1) ทุกหน่วยงานควรมีการจัดทำแผนปฏิบัติในการป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติ และมีการฝึกซ้อมตามแผนอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ ในระยะยาวควรมีการปรับปรุงโครงสร้างขององค์การและกระบวนการทำงานให้มีความยืดหยุ่น เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และเอื้อให้เกิดการประสานงานในแนวระนาบและเครือข่าย 2) สร้างบุคลากรให้มีความเป็นมืออาชีพและมีศักยภาพในการปฏิบัติงาน โดยดำเนินการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง 3) เตรียมความพรอมในการรับมือกับภัยพิบัติให้กับชุมชน เพิ่มขีดความสามารถในการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติให้กับคนในชุมชน โดยฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ และการช่วยเหลือทางการแพทย์เบื้องต้นให้กับคนในชุมชน เนื่องจากชุมชนเป็นผู้เสี่ยงภัยและรับผลกระทบโดยตรงจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้น 4) ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือสำหรับการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติในทุกชุมชนหรือทุกพื้นที่เขต เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติ ซึ่งจะทำให้สะดวกและรวดเร็วในการรวบรวมทรัพยากรจากหน่วยงานทั้งในและนอกพื้นที่ และ 5) พัฒนาระบบสารสนเทศเกี่ยวกับการบริหารจัดการศูนย์พักคอยฯ ให้มีประสิทธิภาพ มีการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน และปรับปรุงข้อมูล ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ โดยให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2023-01-10



