การบังคับใช้กฎหมายขัดกันของประเทศไทย: กรณีศึกษากฎหมายไทยว่าด้วยการขนส่งระหว่างประเทศ
收藏DataCite Commons2024-03-12 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2023.57
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
ในอดีตประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการขนส่งระหว่างประเทศบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ เมื่อเกิดกรณีพิพาทจากการดาเนินการพาณิชย์ระหว่างประเทศจึงมีประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า กรณีพิพาทดังกล่าวอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติกฎหมายประเทศใด ศาลไทยต้องนากฎหมายว่าด้วยการขัดกันยกขึ้นพิจารณาก่อนเป็นลาดับแรกหรือไม่ หรือสามารถนาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาบังคับใช้ได้ทันที หรือในกรณีที่ไม่สามารถนาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาบังคับใช้ได้ ศาลไทยควรใช้บทบัญญัติของกฎหมายใดมาปรับแก่คดี จากการศึกษากฎหมายรับขนและกฎหมายขัดกันของสาธารณรัฐประชาชนจีนพบว่า กฎหมายขัดกันของสาธารณรัฐประชาชนจีนได้พิจารณาถึงจุดเกาะเกี่ยวในการบังคับใช้กฎหมายขัดกันกับกฎหมายรับขนกล่าวคือ สาธารณรัฐประชาชนจีนมีบทบัญญัติของกฎหมายภายในที่เกี่ยวกับ การรับขนแตกต่างจากอนุสัญญาระหว่างประเทศ หรือความตกลงระหว่างประเทศที่สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ลงนาม หรือเข้าเป็นภาคีให้ใช้บังคับอนุสัญญาระหว่างประเทศ หรือความตกลงระหว่างประเทศที่สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ลงนาม หรือเข้าเป็นภาคี และคู่สัญญาสามารถเลือกกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญารับขนได้ ซึ่งหมายถึงคู่สัญญาสามารถเลือกใช้กฎหมายขัดกันในการพิจารณาคดีเกี่ยวกับกฎหมายรับขนได้ ในกรณีของประเทศไทยจากการศึกษาพบว่า ศาลที่มีเขตอานาจในการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการรับขนระหว่างประเทศ คือ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในส่วนของการพิจารณาคดีนั้นพบว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มิได้บัญญัติขั้นตอนวิธีพิจารณาในศาลไว้อย่างชัดเจนเมื่อเกิดประเด็นปัญหาว่า สัญญารับขนระหว่างประเทศที่พิพาทจะต้องพิจารณาผ่านกฎหมายขัดกันเป็นลาดับแรกก่อนหรือไม่ ในกรณีที่คู่ความไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้และคู่ความมีสัญชาติไทย ศาลไม่อาจยกกฎหมายขัดกันขึ้นพิจารณาได้เพราะไม่มีองค์ประกอบต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องและหากศาลหยิบยกขึ้นพิจารณาเองก็จะเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 แต่ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย หรือไม่มีคู่ความฝ่ายใดมีสัญชาติไทยและคู่ความตกลงกันล่วงหน้าให้ใช้พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 ศาลไทยจะต้องพิจารณาตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 ซึ่งเป็นการวินิจฉัยตามเจตนารมณ์ของคู่สัญญาแม้คู่สัญญามิได้ยกขึ้นต่อสู้ศาลก็สามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังไม่มีแนวคาพิพากษาในประเด็นนี้จึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล ในกรณีที่คู่ความยกประเด็นเกี่ยวกับกฎหมายขัดกันขึ้นสู่ศาล กรณีนี้คู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคาคู่ความของตน คู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้างมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น ในส่วนของศาลที่รับคดีไว้พิจารณาสามารถใช้ดุลพินิจในการตรวจสอบและวิเคราะห์ได้ว่า การนากฎหมายขัดกันมาพิจารณาคู่กับกฎหมายว่าด้วยการรับขนระหว่างประเทศสามารถทาได้หรือไม่ ผู้ศึกษามีความเห็นว่า ศาลไม่จาเป็นต้องนากฎหมายขัดกันขึ้นพิจารณา เนื่องจากกฎหมายว่าด้วย การรับขนระหว่างประเทศทุกพระราชบัญญัติเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเป็นการเฉพาะและในพระราชบัญญัติเหล่านั้นก็มิได้บัญญัติไว้ว่า หากเกิดข้อพิพาทในศาลจะต้องนากฎหมายขัดกันมาบังคับใช้จึงเป็นการอุดช่องว่างในการใช้ดุลพินิจของศาลในการนากฎหมายต่างประเทศ หรือกฎหมายฉบับอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องมาพิจารณา
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2024-03-12



