บทบาทของรัสเซียในวิกฤตการณ์ไครเมีย: กรณีศึกษาอารมณ์ทางการในการกำหนดนโยบายต่างประเทศรัสเซีย
收藏DataCite Commons2022-04-08 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2020.1182
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
วิทยานิพนธ์เล่มนี้มุ่งศึกษาบทบาทของรัสเซียในวิกฤตการณ์ไครเมีย ผ่านกรอบแนวความคิดการทูตเชิงอารมณ์ (Emotional Diplomacy) ที่ได้เสนอการใช้อารมณ์ทางการของรัฐ (Official Emotions) ในเวทีระหว่างประเทศมาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์การกำหนดนโยบายต่างประเทศรัสเซีย โดยมีคำถามในการศึกษาว่า อารมณ์ เช่น ความโกรธเป็นส่วนหนึ่งในการทูตของรัสเซียที่ใช้ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศหรือไม่ และส่งผลต่อการตัดสินใจส่งกองกำลังทหารเข้าแทรกแซงไครเมีย และผนวกไครเมียเป็นของรัสเซียหรือไม่ อย่างไร โดยมีขอบเขตในการศึกษาตั้งแต่ 21 พฤศจิกายน ค.ศ. 2013 - เดือนมีนาคม ค.ศ. 2014 เนื่องจากวันที่ 21 พฤศจิกายน ค.ศ. 2013 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ยูเครนที่ส่งผลกระทบก่อให้เกิดวิกฤติการณ์ไครเมียอารมณ์ทางการเป็นภาพลักษณ์ที่ตัวแสดงของรัฐแสดงออกทางอารมณ์อย่างประสานกัน และแสดงออกอย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์เฉพาะ ภาพลักษณ์ทางอารมณ์ที่ตัวแสดงระดับรัฐแสดงออกไปมาจากการควบคุมทั้งหมดว่าต้องการให้อีกฝ่ายหนึ่งมองเห็นอย่างไร โดยที่ตัวแสดงของรัฐอาจจะไม่ได้รู้สึกถึงอารมณ์ที่แสดงออกไปจริง ๆ และเป็นอารมณ์ที่ผ่านการพิจารณาไตร่ตรองแล้วว่ารัฐควรจะแสดงอารมณ์แบบใดออกไป อารมณ์ทางการจึงถือเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายของรัฐ และเป็นอารมณ์ที่ใช้ในกรอบแนวคิดการทูตเชิงอารมณ์จากการศึกษาโดยใช้การวิเคราะห์ผ่านสุนทรพจน์ แถลงการณ์ ถ้อยแถลงของผู้นำรัสเซีย เอกสารราชการ คำแถลงนโยบายของรัฐบาลรัสเซีย บทสัมภาษณ์ กริยาท่าทาง รวมถึงพฤติกรรมการดำเนินการต่าง ๆ ของตัวแสดงของรัสเซียที่มีบทบาทเป็นผู้ถ่ายทอดอารมณ์บนเวทีระหว่างประเทศ พบว่าอารมณ์ที่แสดงออกมาเหล่านั้นถูกระบุได้ว่าเป็นการทูตแห่งอารมณ์โกรธ (The Diplomacy of Anger) และจัดเป็นอารมณ์ทางการของรัฐมิใช่อารมณ์ปัจเจกบุคคลแต่อย่างใด อันเนื่องมาจากการแสดงอารมณ์ในครั้งนี้ตรงข้ามกับลักษณะทางจิตวิทยาของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินที่โดยปกติแล้วเป็นผู้ไม่ค่อยแสดงออกทางอารมณ์ แต่ในเหตุการณ์นี้กลับแสดงอารมณ์โกรธออกมา อีกทั้งตัวแสดงของรัสเซียหลายตัวแสดงได้แสดงออกทางอารมณ์ไปในทิศทางเดียวกัน และเมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์โดยเลือกเปรียบเทียบกับวิกฤติการณ์ในจอร์เจีย พบว่าผู้นำของรัสเซียคนละบุคคลกันแต่รูปแบบในการดำเนินนโยบายต่างประเทศเหมือนกัน กล่าวคือการใช้การทูตเชิงอารมณ์ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ในการแสดงความไม่พอใจของรัสเซียผ่านตัวแสดงของรัฐบนเวทีโลก เมื่ออารมณ์โกรธไม่บรรลุผลจึงนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะต้องใช้ความรุนแรง ด้วยเหตุนี้จึงสามารถสรุปได้ว่ารัสเซียนั้นได้ใช้อารมณ์ทางการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทูตเชิงอารมณ์ต่อวิกตการณ์ไครเมียเป็นเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายของรัฐ
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2022-04-08



