five

สัญญาเข้าร่วมวิจัยในมนุษย์

收藏
DataCite Commons2023-12-06 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2022.1498
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
เมื่อประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายกลางระดับชาติว่าด้วยวิจัยในมนุษย์บัญญัติไว้ ทำให้กฎหมายวิจัยในมนุษย์ของไทยกระจัดกระจายอยู่อย่างไม่เป็นระบบในกฎหมายว่าด้วยการรักษาพยาบาลหลายฉบับ และกฎหมายที่มีอยู่ยังมีเนื้อหาที่เคลือบคลุมไม่ชัดเจน ขัดหรือแย้งกันเอง และไม่ครอบคลุมเพียงพอที่จะใช้บังคับกับการวิจัยในมนุษย์ที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน อันเป็นเหตุให้สถาบันการวิจัยแต่แห่งต้องออกแนวทางปฏิบัติภายในมาใช้บังคับ ซึ่งส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายวิจัยในมนุษย์ของไทยขาดความเป็นเอกภาพ ดังนั้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงนำเสนอปัญหาเกี่ยวกับนิติฐานะของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยในมนุษย์ โดยมุ่งศึกษาถึงการเกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้วิจัยกับผู้รับการวิจัย รวมถึงสิทธิหน้าที่ที่คู่กรณีมีอยู่ก่อนเกิดนิติสัมพันธ์เป็นหลัก เพื่อค้นหากฎหมายที่เป็นฐานในการเกิดนิติสัมพันธ์ และนำหลักกฎหมายทั่วไปในสาขานั้นมาใช้ในการกำหนดรูปแบบความสัมพันธ์และสิทธิหน้าที่ที่คู่กรณีพึงมีต่อกัน เมื่อไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรบัญญัติครอบคลุมไว้ หรือมีแต่กฎหมายนั้นเคลือบคลุมไม่ชัดเจนหรือขัดแย้งกันเอง โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบทฤษฎีและแนวความเห็นเกี่ยวกับความยินยอมตามกฎหมายเอกชน กฎหมายอาญา และกฎหมายปกครอง ประกอบกฎหมายนิติกรรมสัญญาและกฎหมายวิจัยในมนุษย์ตามกฎหมายไทย กฎหมายอเมริกันและกฎหมายระหว่างประเทศ จากการศึกษาพบว่า การวิจัยในมนุษย์ได้ทำให้เกิดนิติสัมพันธ์ขึ้น 3 ลักษณะ ดังนี้ 1) นิติสัมพันธ์ระหว่างสถาบันโดยคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคน ในฐานะเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่ในการออกเอกสารรับรองจริยธรรมโครงการวิจัยในมนุษย์ กับผู้วิจัย ซึ่งมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง2) นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้ทุนการวิจัยกับผู้วิจัยผู้รับทุน (ถ้ามี) ซึ่งแยกได้เป็นสองกรณี กล่าวคือ กรณีแรก ผู้ให้ทุนวิจัยเป็นหน่วยงานของรัฐ นิติสัมพันธ์จะมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง และกรณีที่สอง ผู้ให้ทุนวิจัยเป็นเอกชน นิติสัมพันธ์จะมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่ง 3) นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้วิจัยกับผู้รับการวิจัย ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่ง รู้จักกันในชื่อ “สัญญาเข้าร่วมวิจัยในมนุษย์” โดยผู้วิจัยในฐานะผู้เสนอ มีหน้าที่ก่อนเกิดสัญญาในการแจ้งข้อมูล ตรวจสอบความเข้าใจ และป้องกันไม่ให้เกิดความยินยอมโดยไม่สมัครใจของคู่สัญญา ส่วนผู้รับการวิจัยในฐานะผู้สนอง มีหน้าที่ให้ความยินยอมที่ประกอบขึ้นมาจากข้อมูล ความเข้าใจในข้อมูล และความสมัครใจดังกล่าว ทั้งนี้ สัญญาดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดตามเอกสารรับรองจริยธรรมโครงการวิจัยของคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคนและข้อตกลงตามสัญญาให้ทุนการวิจัย แต่ข้อกำหนดและข้อสัญญานั้นไม่อาจก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่อื่นใดนอกเหนือจากที่ผู้วิจัยและผู้รับการวิจัยตกลงยินยอมกันตามสัญญาเข้าร่วมวิจัยในมนุษย์ได้ ความยินยอมของผู้รับการวิจัยยังคงถือเป็นสาระสำคัญในการเกิดและสิ้นสุดของสัญญา ประกอบกับคู่สัญญาได้เข้าทำสัญญาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ตนได้รับประโยชน์ทางแพ่งเป็นสำคัญ สัญญาเข้าร่วมวิจัยในมนุษย์จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่งที่สัญญาอุปกรณ์ของสัญญาให้ทุนการวิจัย โดยหากสัญญาให้ทุนการวิจัยเกิดเป็นสัญญาทางปกครอง สัญญาเข้าร่วมวิจัยในมนุษย์ย่อมอยู่ในฐานะสัญญาทางแพ่งของฝ่ายปกครอง อย่างไรก็ตาม ผู้ให้ความยินยอมแทนไม่อาจเป็นผู้สนองในสัญญาดังกล่าวได้ เนื่องจากสัญญาเข้าร่วมวิจัยในมนุษย์เป็นนิติกรรมที่ต้องทำเองเฉพาะตัวด้วยเหตุนี้ กฎหมายเอกชนจึงเป็นกฎหมายที่เป็นฐานในการเกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้วิจัยและผู้รับการวิจัย ดังนั้น ในกรณีที่ไม่มีกฎหมายลักษณ์อักษรกำหนดถึงการใดไว้เป็นการเฉพาะย่อมต้องนำหลักกฎหมายทั่วไปในกฎหมายเอกชนมาใช้บังคับเพื่อกำหนดรูปแบบความสัมพันธ์และสิทธิหน้าที่ที่คู่กรณีพึงมีต่อกัน นั่นเอง
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2023-12-06
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务