ปัจจัยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรับมือกับสถานการณ์ COVID-19 สำหรับบริษัทใน supply chain ของธุรกิจค้าปลีกในเมืองไทย
收藏DataCite Commons2022-08-10 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2021.391
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
ในปี 2020 โลกได้เผชิญกับวิกฤติของโรคระบาด COVID-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจเป็นวงกว้างรวมทั้งธุรกิจซัพพลายเชนที่เป็นส่วนที่มีความสำคัญต่อการค้าปลีกหรือโมเดิร์นเทรดที่มีความเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภค เริ่มตั้งแต่การผลิตสินค้า การขนส่ง ไปจนถึงผู้บริโภค ปัญหาการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่เริ่มเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อเนื่องโดยเริ่มจากการประกาศล็อคดาวน์จากทางภาครัฐและมาตรการควบคุมเรื่องระยะห่างทำให้ภาคการผลิตดำเนินงานไปได้ไม่เต็มกำลังการผลิต เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงาน สินค้าขาดตลาด และการขนส่งที่ไม่ตรงกำหนดเวลา งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการที่จะศึกษาถึงปัจจัยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรับมือกับสถานการณ์โควิดสำหรับบริษัทใน Supply chain ของธุรกิจค้าปลีกในเมืองไทย และเพื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อการฟื้นตัวของซัพพลายเชน โดยหลังจากได้ทำการทบทวนวรรณกรรมและเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์และเพื่อประกอบการพิจารณาปัจจัยหลักแล้ว ได้ทำการรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามออนไลน์ในช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ.2565 จำนวน 90 บริษัท จากนั้นนำมาวิเคราะห์ผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปด้วยวิธีวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการรับมือกับสถานการณ์โควิดสำหรับบริษัทในซัพพลายเชนของธุรกิจค้าปลีกในเมืองไทยนั้นคือเรื่องการที่บริษัทมีระบบการควบคุมความเสี่ยง เช่นมีการออกแบบขั้นตอนการการจัดการความเสี่ยงหรือมีการะบวนการลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงทางด้านซัพพลายเชน และอีกหนึ่งปัจจัย คือ เรื่องของภาวะผู้นำ จากผลการศึกษาวิจัย พบว่าการที่บริษัทมีผู้นำที่มีทักษะทางด้านธุรกิจสามารถทำให้บริษัทมีความแข็งแกร่งทางด้านซัพพลายเชน คือบริษัทสามารถกลับคืนสู่สภาพปกติได้อย่างรวดเร็วภายหลังจากที่เกิดวิกฤติขึ้นแล้ว ผลจากงานวิจัยชิ้นนี้ บริษัทคู่ค้าของธุรกิจค้าปลีกหรือห้างโมเดิร์นเทรด สามารถนำผลวิจัยไปใช้เป็นแนวทางในการจัดการทางด้านซัพพลายเชนของบริษัทให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2022-08-10



