ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการออมของคนวัยทำงานในกรุงเทพมหานครในช่วงโควิด-19
收藏DataCite Commons2022-11-29 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2021.968
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
สารนิพนธ์ฉบับนี้ได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการออมของคนวัยทำงานในกรุงเทพมหานครช่วงสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด 19 โดยการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์จำนวน 400 ชุด ประกอบกับการสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วยการทดสอบความเป็นอิสระ (T - test for independence) และแบบจำลองออเดอร์โพรบิต (Order Probit Regression) ผลการศึกษา พบว่า จากเดิมที่ผู้คนออมไว้เพื่อใช้จ่ายยามเกษียณ เพื่อการลงทุน และเพื่อการศึกษา เป็นอันดับต้น ๆ หลังเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 จุดประสงค์การออมเปลี่ยนไปเป็นเพื่อใช้จ่ายยามฉุกเฉิน เพราะเกิดความตระหนักถึงความจำเป็นและความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ผลการศึกษา พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 26-30 ปี จบปริญญาตรี และประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน ในแง่ของผลกระทบของมาตรล็อคดาวน์ พบว่า ช่วงที่มีมาตรการล็อคดาวน์ สัดส่วนของผู้มีรายได้ต่ำ (ไม่ถึง 10,000 บาท) เพิ่มขึ้น และถึงแม้จะคลายล็อคดาวน์แล้ว สัดส่วนผู้มีรายได้ต่ำก็ยังคงสูงกว่าช่วงก่อนล็อคดาวน์ ภาพรวมของการศึกษา พบว่า ทั้งในช่วงล็อคดาวน์และหลังคลายล็อค รายได้และรายจ่ายโดยรวมลดลง การลดลงในช่วงล็อคดาวน์จะมากกว่าช่วงหลังการคลายล็อคดาวน์ การลดลงของรายได้มีขนาดที่มากกว่าการลดลงของรายจ่าย การออมจึงลดลง และถึงแม้จะคลายล็อคดาวน์แล้ว การออมยังคงลดลงจนอยู่ในระดับต่ำกว่าก่อนหน้าที่จะมีมาตรการล็อคดาวน์ สอดคล้องกับผลการสำรวจที่พบว่าภาระหนี้สินสูงขึ้น เมื่อศึกษาแยกย่อยเฉพาะกลุ่ม พบว่า กลุ่มคนที่ประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างรายวันหรือรับจ้างรายวันในหน่วยงานภาครัฐ พนักงานเอกชน และข้าราชการที่มีรายได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน จะได้รับผลกระทบในด้านรายได้มากที่สุด การออมลดลงมากที่สุด อีกทั้งกลุ่มนี้ยังเป็นกลุ่มเปราะบางที่มีเงินออมในปัจจุบันค่อนข้างต่ำ (ไม่เกิน 100,000 บาท) ส่วนกลุ่มที่มีรายได้ต่อเดือน 20,001 ขึ้นไป พบว่า ได้รับผลกระทบน้อย มีพฤติกรรมในการออมที่สูงขึ้นจากรายได้ที่คงที่และค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากมาตรการ Work from Home ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 60) มีเงินออมในระดับสูงอยู่แล้ว (มากกว่า 300,001 บาท) และในแง่ของผลกระทบและพฤติกรรมในการปรับตัว พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่มีงานประจำ เลือกที่จะพยายามรักษาระดับรายได้ไว้ โดยการมองหารายได้เสริมอื่น การออมของกลุ่มนี้จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ดังนั้นจากผลการศึกษาภาครัฐจึงควรดำเนินมาตรการช่วยเหลือเยียวยาให้แก่เฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย (ไม่เกิน 20,000 บาท) เพราะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อคดาวน์ของรัฐ ทำให้ขาดรายได้ การออมลดลงและภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น ซึ่งถึงแม้ว่าภาครัฐจะคลายล็อคดาวน์แล้ว คนกลุ่มนี้ก็ยังคงต้องแบกภาระรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นจากหนี้สินที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของมาตรการของรัฐต่อไป
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2022-11-29



