การศึกษาความสัมพันธ์ของการจัดการห่วงโซ่อุปทานกับมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐศาสตร์สำหรับธุรกิจค้าปลีก
收藏DataCite Commons2026-02-11 更新2026-05-04 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2025.136
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการห่วงโซ่อุปทานกับมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐศาสตร์ (Economic Value Added) ในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยใช้อัตราส่วนทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการจัดการห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่ อัตราส่วนสภาพคล่อง อัตราส่วนประสิทธิภาพในการดำเนินงาน อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร อัตราส่วนหนี้สิน และ อัตราส่วนมูลค่าทางการตลาด เป็นตัวแปรอิสระ การวิจัยนี้เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลทางการเงินจากบริษัทจำนวน 26 แห่ง เป็นระยะเวลา 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2563 – 2567 รวมทั้งสิ้น 130 ตัวอย่าง และ ทำการวิเคราะห์ด้วยสถิติการทดสอบค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson Correlation) และ การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ (Multiple Linear Regression) ด้วยโปรแกรมทางสถิต (SPSS)ผลการศึกษาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนทางการเงินกับมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐศาสตร์พบว่า อัตราส่วนประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ได้แก่ Days Inventory Outstanding มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐศาสตร์ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 จึงหมายความว่า เมื่อบริษัทมีระยะเวลาถือครองสินค้าคงคลังก่อนการขายไปยาวนานขึ้น จะส่งผลให้มูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐศาสตร์ของบริษัทเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน โดยการมีระยะเวลาการถือครองสินค้าคงคลังก่อนที่จะขายไปยาวนานขึ้นนั้นไม่ได้ถือเป็นข้อเสียเพียงอย่างเดียว เนื่องจากสาเหตุที่ระยะเวลาในการถือครองสินค้าคงคลังที่ยาวนาน เป็นผลมาจากลักษณะธุรกิจที่เน้นการจัดหาและสต๊อกสินค้าคงคลังในปริมาณมากตามหลักการประหยัดต่อขนาด ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยน้อยลง ซึ่งช่วยให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐศาสตร์ให้แก่ธุรกิจได้ อีกทั้งการสต๊อกสินค้าจำนวนมากยังส่งผลต่อปัจจัยอื่นที่นอกเหนือจากด้านการเงิน คือ ประสบการณ์ในการใช้บริการของลูกค้า จากการมีสินค้ารองรับที่เพียงพอต่อความต้องการและนำมาสู่การกลับมาซื้อซ้ำ
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2026-02-11



