five

การประเมินแผนบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤติ (Business Continuity Plan: BCP) ของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564-2565

收藏
DataCite Commons2023-01-12 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2021.1122
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
การศึกษาเรื่องการประเมินแผนบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤติ (Business Continuity Plan: BCP) ของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564-2565 มีวัตถุประสงค์ศึกษาประเมิน และเสนอแนะแนวทางปรับปรุงพัฒนาแผนให้เหมาะสมกับสภาวะการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่ผ่านมาคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงของส่วนราชการสังกัดรัฐสภาได้จัดทำแผนบริหารความเสี่ยง ซึ่งดำเนินการมาโดยตลอด ต่อมาในปี พ.ศ. 2551 คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดทำแผนบริหาร ความเสี่ยง กำหนดมาตรการตอบสนองต่อความเสี่ยงให้อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ การประเมินผลสัมฤทธิ์มิติด้านการจัดทำระบบการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กรโดย พบว่า 1) มีการพัฒนาระบบและกระบวนการบริหารความเสี่ยงเป็นระบบมากขึ้น 2) การประเมินผลสัมฤทธิ์มิติด้านประสิทธิผลและประสิทธิภาพของผลการดำเนินงานตามมาตรการและแผนบริหารความเสี่ยง พร้อมทั้งมีข้อเสนอแนะในการจัดทำระบบบริหารความเสี่ยงสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 อาทิ การจัดทำระบบบริหารความเสี่ยงระดับองค์กรจะต้องเข้มข้นขึ้นทั้งทางปฏิบัติและทฤษฎี การส่งเสริมให้ผู้บริหารให้ความสำคัญกับการจัดทำระบบบริหารความเสี่ยงมากขึ้น ควรมีระบบติดตามตรวจสอบ ผลการดำเนินงานเป็นประจำทุกเดือน ในการทบทวนและปรับปรุงแผนบริหารความเสี่ยงควรยึดหลัก “การทบทวนเชิงบูรณาการแบบมีส่วนร่วม” อย่างต่อเนื่อง และในปี พ.ศ. 2561 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีการจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงมีการวิเคราะห์ความเสี่ยงและแนวทาง ในการปูองกันความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ อาทิ ความเสี่ยงเกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่น เป็นต้น ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 รัฐสภามีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการตามแผนบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤติ (Business Continuity Management : BCM) ของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา จัดทำแผนบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤติ (Business Continuity Plan: BCP) ของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564-2565 ซึ่งได้ดำเนินการตามกรอบแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) สอดคล้องกับระบบมาตรฐาน ISO 22031 : 2012 และมติของคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ผู้ศึกษาได้เสนอแนะการปรับปรุงเพื่อให้เหมาะกับสภาวะการณ์ที่เปลี่ยนแปลง สามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด และทำให้กระบวนการที่สำคัญ (Critical Business Process) กลับมาดำเนินการได้อย่างปกติในระดับการให้บริการที่กำหนดไว้ รวมทั้งสามารถลดระดับความรุนแรงของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิผล การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) ใช้วิธีการศึกษา 2 รูปแบบ คือ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยจากการศึกษาเอกสาร (Documentary research) โดยการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง และวิจัยภาคสนาม (Field research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบไม่มีโครงสร้างกับผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามแผนบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤติ (Business Continuity Management: BCM) ของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา และแผนบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤติ (Business Continuity Plan: BCP) ของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์กับแนวคิดและทฤษฎีด้วยวิธีพรรณาเชิงวิเคราะห์ (Descriptive analysis) จากการศึกษาพบว่าแผนบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤติ (Business Continuity Plan) ที่ใช้อยู่นี้มีความครอบคลุมทั้งทรัพยากรและกระบวนงานที่สำคัญ รวมทั้งผลกระทบจากความเสี่ยงและภัยคุกคามต่อการบริหารจัดการในสภาวะวิกฤติ สำหรับการประเมินการดำเนินการตามแผนบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤติ พบว่าการทดสอบและซักซ้อมแผนยังไม่สามารถดำเนินการได้ครอบคลุมครบทุกเหตุการณ์ที่ระบุในแผน เนื่องจากสาเหตุปัจจัยทางด้านพื้นที่ของอาคารรัฐสภาที่ยังไม่ได้มีการตรวจรับมอบงานอาคารตามสัญญา และพื้นที่บางส่วนยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้ ทั้งนี้ส่วนราชการสังกัดรัฐสภาจะต้องมีการทดสอบและทบทวนแผนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งโดยผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะไว้ใน 6 ประเด็น คือ ข้อเสนอแนะที่ 1. การทบทวนผลกระทบจากความเสี่ยงและภัยคุกคามที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อร้ายแรงใหม่ ๆ หรือโรคติดเชื้อร้ายแรงอุบัติใหม่ทุก ๆ ปี เพื่อปรับปรุงแผนกลยุทธ์และแนวทางบริหารจัดการตอบสนองต่อเหตุการณ์การแพร่ระบาดได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ข้อเสนอแนะที่ 2. ถอดบทเรียนจากการชุมนุมปิดล้อมและการบุกรุกเข้าในรัฐสภาในอดีต โดยศึกษาถึงผลกระทบเหตุการณ์ความเสี่ยงและภัยคุกคามต่อทรัพยากรสำคัญ เช่น การทำลายเอกสารหรือจารกรรมข้อมูลสำคัญ เอกสารที่เป็นความลับ รวมทั้งต้นฉบับเอกสารสำคัญ เป็นต้น โดยทบทวนปรับปรุงแผนเผชิญเหตุการณ์หรือแผนรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินจากสภาวะแวดล้อมในปัจจุบันที่อาจเกิดความเสี่ยงและภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ข้อเสนอแนะที่ 3. พิจารณาทบทวนปัจจัยเสี่ยงและภัยคุกคามต่อระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารที่เกิดขึ้นในรูปแบบใหม่ ๆ จากเดิมเป็นเรื่องของระบบที่เกิดจากปัจจัยภายใน ปัจจุบันและอนาคตผลกระทบเกิดจากปัจจัยภายนอก เนื่องจากสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เช่น การจารกรรมข้อมูล การเรียกค่าไถ่ข้อมูล ระบบปูองกันผลกระทบ AI เป็นต้น ข้อเสนอแนะที่ 4. เนื่องจากรัฐสภาตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จึงควรนำบทเรียนผลกระทบจากเหตุการณ์ภัยพิบัติมหาอุทกภัยเมื่อปี พ.ศ. 2554 โดยกำหนดมาตรการเตรียมความพร้อมเพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากอุทกภัยต่อการกระบวนงานของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา ข้อเสนอแนะ 5. นำบทเรียนจากการจัดการภาครัฐในการจัดการในภาวะฉุกเฉินจากเหตุการณ์การเกิดภัยพิบัติแผ่นดินไหวที่จังหวัดเชียงรายเมื่อปี พ.ศ. 2557 ส่งผลกระทบต่อระบบสื่อสาร และระบบสาธารณูปการในพื้นที่ขัดข้องที่เกินขีดความสามารถดำเนินการของส่วนราชการสังกัดรัฐสภาต่อการตอบสนองต่อเหตุการณ์ โดยพิจารณาถึงศักยภาพในการปฏิบัติงาน อำนาจหน้าที่ที่มีข้อจำกัด รวมทั้งการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานปูองกันและบรรเทาสาธารณภัยระดับท้องถิ่น และระดับชาติ ในแก้ไขสถานการณ์เพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นการบริหารจัดการภายใต้พระราชบัญญัติปูองกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 แผนปูองกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2553-2557 (ปัจจุบันบังคับใช้แผนปูองกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564-2570) ข้อเสนอแนะที่ 6. จัดทำแผนผังความเชื่อมโยงของแผนระดับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแผนบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤติ (Business Continuity Plan: BCP) ของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย แผนการจัดการตามสถานการณ์ แผนการตอบสนองต่อสภาวะวิกฤติ แผนการกอบกู้สถานการณ์ แผนการฟื้นฟูกิจการ และแผนย่อยอื่น ๆ ครอบคลุมทั้งสองส่วนราชการนำมาจัดทำเป็นแผนผังความเชื่อมโยงเป็นฉบับเดียว
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2023-01-12
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务