ปัญหาการสิ้นสุดของสัญญาจ้างแรงงาน: ศึกษากรณีลูกจ้างถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นระบบ
收藏DataCite Commons2024-09-13 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2023.675
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
นายจ้างมีอำนาจเหนือกว่าลูกจ้างในทุกด้านจึงเป็นฝ่ายที่สามารถกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ในการทำสัญญาจ้างได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเลิกจ้างซึ่งส่งผลกระทบต่อลูกจ้างเป็นอย่างมาก ซึ่งตามกฎหมายแรงงานของประเทศไทยไม่ได้ให้ความคุ้มครองลูกจ้างในเรื่องของการถูกเลิกจ้างไว้อย่างเป็นระบบ จึงพบปัญหาของการที่ลูกจ้างถูกนายจ้างเลิกจ้างได้โดยตามอำเภอใจ ดังต่อไปนี้ปัญหาประการแรก การที่นายจ้างสามารถเลือกทำสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาได้อย่างอิสระ ทำให้นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยง่าย เพราะเมื่อครบระยะเวลาตามสัญญาจ้างแล้วสัญญาก็จะสิ้นสุดลงทันทีโดยอัตโนมัติ โดยที่นายจ้างไม่ต้องมีเหตุผลหรือความจำเป็นในการเลิกจ้างและไม่ต้องบอกกล่าวการเลิกจ้างล่วงหน้าให้ลูกจ้างทราบดังเช่นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน อีกทั้งการที่นายจ้างเลือกทำสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนยังเป็นช่องทางให้นายจ้างหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย ฉะนั้นแล้วจึงเห็นควรให้มีการกำหนดว่าการทำสัญญาจ้างต้องทำเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาเป็นหลัก เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้ให้ทำเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาได้ เพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างในการทำงานระยะยาวปัญหาประการที่สอง แม้จะมีการกำหนดให้ต้องทำสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาเป็นหลักแล้ว แต่นายจ้างจะบอกเลิกสัญญาจ้างเมื่อใดก็ได้เพียงแค่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งเดือน หรือจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีก็ได้ และไม่มีกฎหมายกำหนดไว้ว่านายจ้างต้องบอกกล่าวการเลิกจ้างนั้นเป็นหนังสือ และไม่จำต้องบอกกล่าวเหตุผลในการเลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกฎหมายในเรื่องของการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้มีการกำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนในเรื่องเหตุผลอันสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างได้ ศาลจึงต้องใช้ดุลพินิจในการตัดสินแต่ละเรื่องไป และเป็นการคุ้มครองลูกจ้างหลังจากที่ลูกจ้างถูกเลิกจ้างไปแล้วและต้องมีการฟ้องร้องนำคดีเข้าสู่ศาลเสียก่อน จึงเห็นควรว่าให้มีการกำหนดให้การเลิกจ้างต้องทำตามแบบโดยทำเป็นหนังสือ และนายจ้างต้องมีเหตุผลอันสมควรแก่ลูกจ้างเมื่อมีการเลิกจ้างอย่างชัดเจนและปัญหาประการที่สาม เมื่อต้องมีเหตุผลอันสมควรในการเลิกจ้างเพื่อไม่ให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างได้ตามอำเภอใจแล้ว แต่การบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 กำหนดให้นายจ้างบอกกล่าวให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าเพียง 30 วัน แม้ลูกจ้างจะทำงานกับนายจ้างมาเป็นระยะเวลานานเท่าใดก็ตาม จึงเห็นว่าควรแก้ไขมาตราดังกล่าวให้ระยะเวลาการบอกกล่าวล่วงหน้ามีความสัมพันธ์กับอายุการทำงานของลูกจ้างดังนั้น จึงได้ทำการศึกษาในประเด็นปัญหาต่าง ๆ พิเคราะห์เปรียบเทียบกับกฎหมายแรงงานของประเทศที่กฎหมายแรงงานมีความก้าวหน้า ทันสมัย และมีอิทธิพลทางแนวคิดต่อกฎหมายแรงงาน ได้แก่ เยอรมนีและฝรั่งเศส เพื่อเป็นแนวทางและปรับปรุงแก้ไขกฎหมายแรงงานของไทยในประเด็นปัญหาดังกล่าว และเมื่อมีการแก้ไขปัญหาตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ย่อมทำให้มีการคุ้มครองลูกจ้างในเรื่องของการถูกเลิกจ้างได้อย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2024-09-13



