มาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องปรามการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กโดยบิดามารดาผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์
收藏DataCite Commons2025-09-23 更新2026-05-04 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2024.917
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
ในปัจจุบันที่สื่อสังคมออนไลน์ (Online Social Media) ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคม การสื่อสารและการเผยแพร่ข้อมูลได้ดำเนินไปอย่างสะดวกรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลผ่านสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก และพฤติกรรมดังกล่าวยังได้ขยายออกไปสู่สมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะต่อเด็กซึ่งบิดามารดามักจะนำเสนอภาพหรือวิดีโอของเด็กอย่างต่อเนื่องผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จึงก่อให้เกิดรูปแบบพฤติกรรมใหม่ เรียกว่า “Sharenting” โดยเด็กกลับกลายเป็นวัตถุในการนำเสนอของบิดามารดาไปโดยปริยาย แม้พฤติกรรมดังกล่าวอาจดูเสมือนการแสดงออกถึงความรักและความเอ็นดูที่บิดามารดามีต่อบุตร แต่กลับอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิของเด็ก ทั้งในด้านความเป็นส่วนตัว การกำหนดอัตลักษณ์ รวมถึงพัฒนาการ หรือสภาพจิตใจของเด็กในระยะยาวจากการศึกษากฎหมายระหว่างประเทศ ตลอดจนกฎหมายของประเทศฝรั่งเศส ประเทศนอร์เวย์ และประเทศเยอรมนี พบว่า ประเทศไทยยังขาดบทบัญญัติทางกฎหมายที่มุ่งสร้างความตระหนักรู้แก่บิดามารดาเกี่ยวกับการเคารพสิทธิของเด็กในสภาพแวดล้อมออนไลน์ รวมถึงยังขาดมาตรการที่จะถ่วงดุลและป้องปรามการใช้อำนาจปกครองของบิดามารดาเหนือบุตร ในทางตรงกันข้าม ประเทศในทวีปยุโรปทั้งสามประเทศได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเผยแพร่ภาพหรือวิดีโอของเด็กในสื่อออนไลน์ โดยตระหนักถึงผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก เนื่องจากการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์มีลักษณะเฉพาะที่สามารถเข้าถึงผู้รับสารได้ไม่จำกัดจำนวนและยากต่อการควบคุม จึงมีความเป็นไปได้ที่จะถูกส่งต่อหรือดาวน์โหลดเก็บไว้โดยผู้อื่น จนก่อให้เกิดร่องรอยทางดิจิทัลที่คงอยู่อย่างถาวร อนึ่ง แม้ว่าในแนวคิดของประเทศตะวันตก เด็กจะอยู่ภายใต้การคุ้มครองของรัฐ ขณะที่ประเทศไทยเด็กจะอยู่ภายใต้การคุ้มครองของบิดามารดาเป็นหลัก แต่การเคารพสิทธิของเด็กก็ยังคงเป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้ เนื่องจากเด็กไม่สามารถปกป้องสิทธิของตนเองได้อย่างเพียงพอ จึงจำเป็นต้องอาศัยกลไกทางกฎหมายที่เข้มแข็งในการประกันสิทธิดังกล่าวอย่างไรก็ตามการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กมิได้ก่อให้เกิดความเสียหายในทุกกรณี เช่น ภาพที่สะท้อนความไร้เดียงสาของเด็ก จากการศึกษาจึงได้จำแนกพฤติกรรมดังกล่าวออกเป็นสองประเภท และเสนอให้มีมาตรการทางกฎหมายที่สอดคล้องกับระดับความรุนแรงของผลกระทบในแต่ละประเภท สำหรับพฤติกรรมที่แม้ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบในทันทีหรืออนาคตอันใกล้ แต่เด็กก็ยังคงมีสิทธิตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก โดยเฉพาะสิทธิในการมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็น ซึ่งประเทศไทยยังขาดบทบัญญัติทางกฎหมายรองรับ อีกทั้งสิทธิในการลบข้อมูลส่วนบุคคล (Right to be Forgotten) ยังคงผูกโยงกับการขอความยินยอมจากบิดามารดาจนกระทั่งบุตรบรรลุนิติภาวะ ส่งผลให้ไม่สามารถยับยั้งผลกระทบจากการกระทำของบิดามารดาได้ ทั้งที่เด็กเป็นเจ้าของข้อมูลโดยตรงในขณะที่พฤติกรรมที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพัฒนาการและสภาพจิตใจ ควรมีการกำหนดมาตรการทางกฎหมายอาญาเพื่อป้องปรามการกระทำของบิดามารดา อย่างไรก็ตามการตราบทบัญญัติทางอาญาจำเป็นต้องตั้งอยู่บนหลักแห่งความได้สัดส่วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และจำกัดเฉพาะกรณีความผิดที่มีลักษณะร้ายแรงเท่านั้น ตามบทบัญญัติมาตรา 77 วรรคสาม ตอนท้าย ดังนั้นเมื่อผู้กระทำเป็นบิดามารดา ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเด็กในฐานะบุคคลในครอบครัว การแก้ไขพฤติกรรม Sharenting จึงควรเริ่มต้นจากการใช้มาตรการทางแพ่งเป็นหลักก่อน เว้นแต่ในกรณีที่พฤติกรรมมีความร้ายแรงเกินกว่าที่มาตรการทางแพ่งจะสามารถยับยั้งได้ จึงอาจพิจารณานำมาตรการทางอาญาเข้ามาใช้บังคับ มาตรการทางอาญาในกรณีของพฤติกรรม Sharenting จึงควรเป็นเพียงมาตรการขั้นสุดท้ายที่ใช้เมื่อมาตรการทางกฎหมายอื่นไม่สามารถบรรลุผลในการคุ้มครองสิทธิของเด็กได้อย่างเพียงพอการค้นคว้าอิสระนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนากฎหมายที่ป้องปรามพฤติกรรม Sharenting โดยคำนึงถึงหลักการสำคัญในการสร้างความสมดุลระหว่างสิทธิของบิดามารดาที่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการใช้อำนาจปกครองกับสิทธิของเด็ก และตระหนักต่อไปว่าเด็กไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างกระแสจากผู้คนในโลกออนไลน์ ทั้งนี้ กฎหมายที่เสนอต้องสอดคล้องกับวัฒนธรรมของสังคมไทยและต้องมุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเด็กเป็นสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กต้องแบกรับภาระจากตัวตนในโลกออนไลน์ที่ตนไม่ได้เป็นผู้เลือกเองตั้งแต่ต้น
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2025-09-23



