five

ทรัพย์สินซึ่งอาจเอามาชำระหนี้ในคดีล้มละลายตามมาตรา 109 (3) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483

收藏
DataCite Commons2024-07-24 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2022.1603
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
การเก็บรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อนำมาจัดสรรและแบ่งปันให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายในคดีล้มละลายอย่างเสมอภาคกันนั้น เป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้กฎหมายล้มละลายสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ การเก็บรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลายจึงมีลักษณะเฉพาะ ที่แตกต่างจากการบังคับคดีในคดีแพ่ง คดีอาญา และคดีภาษีอากรโดยทั่วไป ดังนั้น การกำหนดหลักเกณฑ์และขอบเขตของกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลายให้ชัดเจนและมีความเหมาะสมกับสภาพสังคมในปัจจุบันจึงมีความสำคัญต่อกระบวนการรวบรวมทรัพย์สินในคดีล้มละลาย ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งฝ่ายลูกหนี้ เจ้าหนี้ และช่วยให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สามารถรวบรวมทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลายมาจัดสรรชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ได้อย่างเป็นธรรมและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทำให้กระบวนการในคดีล้มละลายดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศสามารถฟื้นตัวได้ดียิ่งขึ้นในคดีล้มละลาย เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ย่อมหมดอำนาจในการกระทำการใด ๆ อันเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของลูกหนี้ โดยอำนาจดังกล่าวตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งมีหน้าที่เก็บรวบรวมทรัพย์สิน บรรดาที่มีอยู่แล้วและที่มีสิทธิจะได้รับต่อไป โดยหลักกฎหมายล้มละลาย มีลักษณะพิเศษที่สำคัญประการหนึ่งที่แตกต่างจากการบังคับคดีในคดีแพ่ง กล่าวคือ นอกจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะมีอำนาจยึดทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของลูกหนี้ได้แล้ว ยังสามารถเก็บรวบรวมบรรดาสิ่งของที่ไม่ใช่ของลูกหนี้ แต่อยู่ในครอบครอง อำนาจสั่งการหรือสั่งจำหน่ายของลูกหนี้ในทางการค้าหรือธุรกิจของลูกหนี้ ด้วยความยินยอมของเจ้าของอันแท้จริง โดยพฤติการณ์ซึ่งทำให้เห็นว่าลูกหนี้เป็นเจ้าของในขณะที่มีการขอให้ลูกหนี้นั้นล้มละลาย อันเป็นการขัดแย้งต่อหลักกรรมสิทธิ์ เป็นเหตุให้สิทธิของบุคคลภายนอกถูกกระทบกระเทือน หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลภายนอกผู้มีสิทธิอันแท้จริงในทรัพย์สินหรือสิ่งของนั้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาถึงความจำเป็นและผลกระทบในการรวบรวม “สิ่งของ” ของบุคคลอื่นเข้าสู่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย ซึ่งกระทบต่อกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่แท้จริง โดยบทบัญญัติว่าด้วยทรัพย์สินซึ่งอาจเอามาชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ตามมาตรา 109 (3) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายพุทธศักราช 2483 เรียกอีกอย่างว่า หลักการเสมือนเป็นเจ้าของ (Doctrine of Reputed Ownership หรือThe Order and Disposition Clause) ซึ่งหลักดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการฉ้อโกง และคุ้มครองเจ้าหนี้ที่ทำนิติกรรมกับบุคคลล้มละลาย โดยเชื่อถือในตัวลูกหนี้ผิดไปว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระหนี้ให้แก่ตนได้ เพราะลูกหนี้ผู้ล้มละลายใช้สิ่งของเหล่านั้นเสมือนเป็นของตนเอง ทั้ง ๆ ที่ทรัพย์ดังกล่าวเป็นของบุคคลอื่น และเป็นการลงโทษต่อเจ้าของที่แท้จริง ซึ่งมีส่วนผิดปล่อยให้ทรัพย์นั้นเข้ามาอยู่ในความครอบครองและใช้สอยของลูกหนี้ผู้ล้มละลายโดยไม่พิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน จึงเป็นประเด็นที่ควรศึกษาวัตถุประสงค์และเหตุผลของหลักการนี้ โดยศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายฉบับอื่น ๆ ทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศ ประกอบกับแนวทางการร่างกฎหมายของ UNCITRAL (Legislative Guide on Insolvency Law) จากการศึกษาพบว่า กฎหมายล้มละลายของบางประเทศให้แยกทรัพย์สินของบุคคลภายนอกออกจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ โดยมุ่งคำนึงถึงกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายของเจ้าของกรรมสิทธิ์เป็นสำคัญ แต่บางประเทศจะแยกทรัพย์สินของบุคคลภายนอกให้อยู่ภายใต้บทบัญญัติเรื่องการปฏิบัติต่อสัญญาแทน ดังนี้ ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่า ควรพัฒนากฎหมายล้มละลายของไทยในปัจจุบันให้มีความสอดคล้องกับหลักกฎหมายเรื่องกรรมสิทธิ์ บทบัญญัติมาตรา 109 (3) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ผู้เขียนมีความเห็นว่าเป็นการจำกัดสิทธิของบุคคล ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายแก่บุคคลภายนอกเกินสมควรอย่างไม่เป็นธรรม และยังก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อีกด้วย ทั้งนี้ แม้มีบทบัญญัติของกฎหมายเปิดช่องให้บุคคลที่ได้รับความเสียหายเพราะสิ่งของถูกยึดไปตามมาตรา 109 (3) มีสิทธิขอรับชำระหนี้สำหรับราคาสิ่งของที่เสียไปได้ก็ตาม แต่การให้บุคคลภายนอกเข้าสู่กระบวนการขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2024-07-24
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务