การวิเคราะห์ผลกระทบของ ESG rating ต่อ credit spread ของหุ้นกู้: กรณีศึกษา SET50 (พ.ศ. 2558-2567)
收藏DataCite Commons2026-02-11 更新2026-05-04 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2025.155
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงปริมาณระหว่าง ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ในภาพรวมและรายด้านกับส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ (Credit spread) ของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม SET 50 ระหว่างปี พ.ศ. 2558–2567 โดยใช้แบบจำลองการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression) ภายใต้วิธี Pooled OLS ร่วมกับ Robust Standard Errors เพื่อแก้ไขปัญหาความแปรปรวนที่ไม่คงที่ โดยได้นำคะแนน ESG มาจาก 3 ผู้ให้บริการ ได้แก่ Bloomberg, Refinitiv และ S&P Global เพื่อเปรียบเทียบกัน ผลการวิเคราะห์พบว่าคะแนน ESG ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติต่อ Credit spread ในทุกชุดข้อมูลและทุกช่วงของหุ้นกู้ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบของ ESG รวมถูกปัจจัยพื้นฐานทางการเงินและอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทบดบัง อย่างไรก็ตามเมื่อวิเคราะห์แยกรายมิติพบว่าด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) มีความสัมพันธ์เชิงลบอย่างมีนัยสำคัญในช่วงภาวะวิกฤต (Covid-19) โดยเฉพาะในหุ้นกู้อายุ 5 ปีและ 7 ปีสะท้อนว่าในช่วงวิกฤตนักลงทุนให้ความสำคัญกับบริษัทที่สามารถบริหารจัดการปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมได้ดี ในขณะที่มิติด้านสังคม (Social) ส่งผลเชิงบวกต่อเนื่องในตราสารหนี้ระยะยาว (7 ปีและ 10 ปี) สะท้อนถึงการมองการลงทุนด้านสังคมเป็นต้นทุนหรือความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว ส่วนมิติด้านบรรษัทภิบาล (Governance) ปรากฏนัยส าคัญเฉพาะในตราสารระยะสั้น เช่น หุ้นกู้อายุ 3 ปี และในช่วงที่ตลาดเผชิญความผันผวนสูงเท่านั้นโดยสรุป ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ Credit spread มากที่สุด ได้แก่ อันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสาร (Rating score) สภาพคล่อง (Quick Ratio) อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ (DtoA)และปัจจัยด้านเวลา (Time Dummies) โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต ซึ่งสะท้อนว่าในสภาวะตลาดผันผวนความเสี่ยงเชิงระบบมีบทบาทสำคัญในการกำหนดระดับ Credit spread มากกว่าปัจจัยด้านความยั่งยืน
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2026-02-11



