หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการวินิจฉัยปัญหาหรือคดีโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครอง
收藏DataCite Commons2025-09-23 更新2026-05-04 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2024.889
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาวิธีพิจารณาคดีปกครองในส่วนที่เกี่ยวกับการวินิจฉัยปัญหาหรือคดีโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครอง ตลอดจนสถานะและบทบาทหน้าที่ของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครอง ด้วยวิธีการศึกษาจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง บันทึกการประชุมในชั้นพิจารณาร่างกฎหมาย ตลอดจนผลงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่เผยแพร่เป็นภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่า แม้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 จะได้วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการนำปัญหาหรือคดีเข้าสู่การวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองไว้เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรโดยมีการแจกแจงรายละเอียดไว้พอสมควร โดยหลักเกณฑ์ส่วนที่กำหนดให้ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองประกอบด้วยตุลาการในศาลปกครองแห่งนั้น ทุกคนที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งรวมถึงตุลาการผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในองค์คณะที่ได้รับการจัดแบ่งตามความเชี่ยวชาญในประเภทคดีอยู่ด้วยแล้ว เป็นไปโดยสอดคล้องกับองค์ประกอบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในระบบศาลอื่นของประเทศไทย และไม่ได้ทำที่ประชุมใหญ่สูญเสียความเชี่ยวชาญในการวินิจฉัยปัญหาหรือคดี จึงถือได้ว่ามีความเหมาะสมแล้วก็ตาม แต่ยังปรากฏในการศึกษาด้วยว่า หลักเกณฑ์ในส่วนที่กำหนดองค์กรผู้มีอำนาจริเริ่มหรือตัดสินใจนำปัญหาหรือคดีเข้าสู่การวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครอง ยังคงมีปัญหาความไม่สอดคล้องกับหลักความเป็นอิสระของตุลาการ ในขณะที่หลักเกณฑ์ที่กำหนดเหตุหรือเงื่อนไขในการนำปัญหาหรือคดีเข้าสู่การวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองยังคงมีปัญหาเกี่ยวกับความชัดเจนแน่นอนของกฎหมาย รวมถึงมีปัญหาความเหมาะสมในกรณีที่กำหนดให้คดีมีทุนทรัพย์สูงเป็นเหตุหรือเงื่อนไขหนึ่งสำหรับการที่องค์กรผู้มีอำนาจจะนำปัญหาหรือคดีนั้น เข้าสู่การวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองต่อไป ดังนั้น วิทยานิพนธ์นี้ จึงเสนอแนะให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายวิธีพิจารณาคดีปกครองของประเทศไทย ด้วยการวางกลไกถ่วงดุลการใช้ดุลพินิจขององค์กรผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นด้วยการกำหนดให้มีการแสดงเหตุผลประกอบคำสั่งนำปัญหาหรือคดีเข้าสู่การวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครอง การกำหนดให้องค์คณะพิจารณาพิพากษามีอำนาจเสนอคำขอเพื่อให้มีการวินิจฉัยปัญหาหรือคดีโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครอง การให้ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองมีอำนาจตัดสินใจในการรับปัญหาหรือคดีเข้าสู่การวินิจฉัย และการนำกรณีคดีมีทุนทรัพย์สูงออกจากเหตุหรือเงื่อนไขสำหรับการใช้ดุลพินิจเพื่อนำปัญหาหรือคดีเข้าสู่การวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครอง ส่วนประเด็นเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นนั้น การศึกษาพบว่า ด้วยเหตุที่การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองไทยเป็นระบบสิทธิ และไม่มีกฎหมายที่กำหนดให้คดีประเภทใดถึงที่สุดในศาลปกครองชั้นต้น ส่งผลให้คำพิพากษาหรือคำสั่งที่แม้ผ่านการวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นมาแล้วอาจถูกโต้แย้งต่อไปได้เสมอ กรณีจึงไม่อาจถือคำวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นเป็นบรรทัดฐานสำหรับองค์กรศาลปกครองโดยรวมได้ ส่วนบทบาทหน้าที่ในการรักษาความเป็นเอกภาพของคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น แม้การศึกษาครั้งนี้จะได้ข้อสรุปว่า การวินิจฉัยปัญหาหรือคดีโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นสามารถสร้างความเป็นเอกภาพขึ้นภายในศาลปกครองชั้นต้นได้แต่เพียงชั่วคราวแต่ถือได้ว่า กรณีดังกล่าวเป็นคุณประโยชน์ต่อระบบกฎหมายวิธีพิจารณาคดีปกครองยิ่งกว่าการขาดกลไกรักษาความเป็นเอกภาพของคำพิพากษาหรือคำสั่งในศาลปกครองชั้นต้น ดังนั้น วิทยานิพนธ์นี้ จึงเสนอให้มีการวินิจฉัยปัญหาหรือคดีโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นแต่เฉพาะในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อรักษาความเป็นเอกภาพของคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น ในคดีที่มีข้อเท็จจริงหรือมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยทำนองเดียวกันเท่านั้น โดยสมควรนำหลักเกณฑ์เกี่ยวกับองค์กรผู้มีอำนาจเสนอปัญหาหรือคดี และองค์กรผู้มีอำนาจตัดสินใจนำปัญหาหรือคดีเข้าสู่การวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองตามข้อเสนอแนะข้างต้น มาปรับใช้กับการวินิจฉัยปัญหาหรือคดีโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นด้วย
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2025-09-23



