มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมภาวะมลพิษน้ำมันจากกิจกรรมการสำรวจและแสวงประโยชน์ในไหล่ทวีปไม่เกิน 200 ไมล์ทะเล
收藏DataCite Commons2022-06-23 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2015.1579
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
การประกอบกิจการปิโตรเลียมนอกชายฝั่งเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นและความก้าวหน้าในการสำรวจหาและนำน้ำมันดิบที่มีปริมาณสำรองมหาศาลอยู่ใต้ทะเลในเขตอำนาจแห่งชาติของรัฐชายฝั่งขึ้นมาใช้ประโยชน์แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ซึ่งอันตรายจากน้ำมันรั่วไหลได้ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายให้กับสิ่งแวดล้อมทางทะเลตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่และทรัพย์สินของมนุษย์ ประเทศไทยก็ประสบกับปัญหาดังกล่าวเช่นเดียวกับประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมภาวะมลพิษน้ำมันรั่วไหลดังกล่าวซึ่งมีที่มาจากกิจกรรมบริเวณพื้นดินท้องทะเลในเขตอำนาจแห่งชาติของรัฐที่มีอยู่ในปัจจุบันวางกฎเกณฑ์ไว้ในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea, 1982 : UNCLOS 1982) กำหนดพันธกรณีให้รัฐภาคีต้องออกกฎหมายและใช้บังคับกฎหมายตลอดจนให้รัฐร่วมมือกันโดยตรงในระดับโลกและระดับภูมิภาค หรือผ่านองค์การระหว่างประเทศที่มีอำนาจหน้าที่ให้การคุ้มครองและรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล ซึ่งมีการจัดทำความตกลงระดับภูมิภาคที่เป็นรูปธรรมเกิดขึ้นในหลายส่วนของโลกผ่านโครงการทะเลภูมิภาค (Regional Seas Programme) ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environmental Programme : UNEP) ดังนั้น สมมติฐานที่ดุษฎีนิพนธ์นี้ตั้งไว้ คือ ประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีแห่ง UNCLOS 1982 ยังต้องมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายภายในและการบังคับใช้ ตลอดถึงความร่วมมือกับรัฐชายฝั่งในภูมิภาคทางทะเลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นรัฐสมาชิกของประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) และประเทศจีนซึ่งรัฐเหล่านี้ต่างเป็นรัฐภาคีแห่ง UNCLOS 1982 ยกเว้นเพียงประเทศกัมพูชา เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีที่ UNCLOS 1982 กำหนดไว้ จากการศึกษาพบว่าประเทศไทยมีความพร้อมในระดับหนึ่งทั้งมาตรการกฎหมายและหน่วยงานที่บังคับใช้ กล่าวคือ ประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกัน ลด และควบคุมภาวะมลพิษน้ำมันรั่วไหลจากการประกอบกิจการปิโตรเลียมนอกชายฝั่งอยู่แล้ว แต่อยู่อย่างกระจัดกระจายในกฎหมายหลายฉบับ และจำกัดขอบเขตการใช้บังคับกฎหมายไว้ไม่ถึงไหล่ทวีป ตลอดจนกำหนดขอบเขตพื้นที่การใช้บังคับผิดไปจากหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และให้อำนาจหน่วยงานรัฐที่บังคับใช้ตามกฎหมายแต่ละเรื่อง จึงส่งผลต่อความเป็นเอกภาพของการบังคับใช้กฎหมายและทำให้ประเทศไทยประสบปัญหาในการคุ้มครองและรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล ดังนั้น ประเทศไทยต้องมีการแก้ไขปรับปรุงและเพิ่มเติมกฎหมายในส่วนที่ยังบกพร่องและขาดอยู่ ตลอดถึงปรับปรุงการทำงานของหน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่ ส่วนความร่วมมือระหว่างรัฐชายฝั่งในภูมิภาคทางทะเลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความพร้อมโดยอาจร่วมมือกันโดยตรงหรือผ่านประชาคมอาเซียนโดยมีแนวทางจากการจัดทำความตกลงระหว่างประเทศระดับภูมิภาคภายใต้ UNEP ดังกล่าว แม้จะประสบปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างกันก็ตาม แต่ไม่อาจหลีกเลี่ยงพันธกรณีในเรื่องความร่วมมือตาม UNCLOS 1982 ได้เพราะเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบตามกฎหมายที่มีอยู่ตลอดเวลาตราบเท่าที่เป็นรัฐภาคีไม่ว่าความร่วมมือจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ตาม ดุษฎีนิพนธ์นี้จึงมีข้อเสนอให้แก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่ยังบกพร่องอยู่และเพิ่มเติมในส่วนที่ยังขาดอยู่ทั้งที่เกี่ยวข้องกับมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเลจากภาวะมลพิษน้ำมันรั่วไหลดังกล่าวและการทำงานของหน่วยงานภาครัฐที่มีอำนาจหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเพื่อให้การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเลมีประสิทธิภาพสูงสุด เหมาะสมกับสถานการณ์และได้มาตรฐานสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ที่นานาประเทศยอมรับนำไปใช้ร่วมกันด้วย ในส่วนของความร่วมมือนั้นควรศึกษารูปแบบและเนื้อหามาตรการที่มีการจัดทำความตกลงระหว่างประเทศในระดับภูมิภาคดังกล่าวเป็นแนวทางเพื่อพัฒนาความร่วมมือของรัฐในภูมิภาคทางทะเลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อคุ้มครองและรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลจากภาวะมลพิษที่มีที่มาจากกิจกรรมบริเวณพื้นดินท้องทะเลในเขตอำนาจแห่งชาติ เพื่อให้ประเทศไทยปฏิบัติได้อย่างสอดคล้องกับพันธกรณีและแนวทางตลอดถึงวัตถุประสงค์ที่ UNCLOS 1982 กำหนดไว้ ทั้งในส่วนของมาตรการทางกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และความร่วมมือระหว่างประเทศ
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2022-06-23



