five

ปัญหาการคุมตัวไว้ในสถานพยาบาลตามมาตรา 48 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

收藏
DataCite Commons2025-09-22 更新2026-05-04 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2024.872
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
ผู้กระทำความผิดทางอาญาที่มีอาการจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน ที่อ้างเหตุยกเว้นโทษหรือลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 65 สำเร็จ อาจถูกศาลส่งไปคุมตัวในสถานพยาบาลตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 48 ได้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญา แต่การพิจารณาส่งไปคุมตัวในสถานพยาบาลนั้นขึ้นกับดุลพินิจของศาล โดยศาลจะมีคำสั่งเฉพาะกรณีที่เห็นว่าหากผู้กระทำความผิดนั้นเป็นบุคคลอันตรายและควรต้องรับการรักษา อีกทั้งศาลอาจเพิกถอนคำสั่งเมื่อใดก็ได้ ถึงแม้ในทางปฏิบัติศาลจะสั่งให้ผู้กระทำความผิด (ซึ่งยกข้อต่อสู้เรื่องวิกลจริตสำเร็จ) ไปรับการประเมินความเสี่ยงต่อสาธารณะจากจิตแพทย์ แต่ความเห็นแพทย์ไม่ได้ผูกพันต่อการออกคำสั่งศาล ดังนั้นการไม่มีบทบัญญัติให้ต้องรับฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ จึงทำให้ในบางคดีศาลอาจตัดสินโดยไม่ได้รับฟังพยานหลักฐานทางการแพทย์ประกอบการพิจารณา อันอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของคำสั่งได้ นอกจากนี้ปัจจุบันประเทศไทยยังมีมาตรการในการจัดการผู้กระทำความผิดที่เป็นบุคคลวิกลจริตเพียงอย่างเดียวคือ การส่งไปคุมตัวในสถานพยาบาล ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอ เนื่องจากผู้กระทำความผิดที่เป็นบุคคลวิกลจริตแต่ละรายนั้นอาจมีระดับความรุนแรงของอาการทางจิตที่แตกต่างกันไป การมีมาตรการคุมตัวในสถานพยาบาลเพียงอย่างเดียว อาจไม่เหมาะสมกับผู้กระทำความผิดที่เป็นบุคคลวิกลจริตทุกราย อีกทั้งเมื่อศาลมีคำสั่งให้ส่งผู้กระทำความผิดที่เป็นบุคคลวิกลจริตไปควบคุมเพื่อบำบัดรักษาไว้ในสถานพยาบาล จิตแพทย์ผู้บำบัดรักษาจะรายงานผลการบำบัดรักษาพร้อมความเห็นต่อศาลภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน และในกรณีที่จิตแพทย์เห็นว่ามีความจำเป็นต้องบำบัดรักษาต่อไปสามารถขอขยายระยะเวลาการบำบัดรักษาต่อไปทุกหนึ่งร้อยแปดสิบวันได้ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 มาตรา 37 จะเห็นได้ว่าระยะเวลาการควบคุมตัวไว้ในสถานพยาบาลตามบทบัญญัติดังกล่าวสามารถขอขยายต่อไปได้เรื่อยๆ โดยหากจิตแพทย์ผู้บำบัดรักษาเห็นว่าควรรักษาต่อไป ผู้กระทำความผิดที่เป็นบุคคลวิกลจริตนั้นอาจถูกควบคุมตัวเพื่อรักษาตลอดชีวิตได้ เนื่องจากกฎหมายไม่ได้บัญญัติระยะเวลาสูงสุดในการควบคุมตัวเพื่อรักษาดังกล่าวไว้แต่อย่างใด จากการศึกษากฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ประเทศเนเธอร์แลนด์และประเทศนอร์เวย์ พบว่า ในประเทศเนเธอร์แลนด์ที่มีหลักเกณฑ์การพิจารณาใช้มาตรการควบคุมตัวผู้้กระทำความผิดที่เป็นบุคคลวิกลจริตไว้เพื่อความปลอดภัยควบคู่กับการบำบัดรักษา โดยศาลจะต้องรับฟังรายงานความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและแพทย์อย่างน้อยสองคนประกอบการพิจารณา ระยะเวลาการใช้มาตรการดังกล่าวมีกำหนดสองปีนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด สามารถขยายได้โดยคำร้องขอของพนักงานอัยการ ครั้งละหนึ่งปีหรือสองปี และมีกำหนดระยะเวลาในการใช้มาตรการได้ไม่เกินสี่ปีหรือเก้าปีขึ้นอยู่กับประเภทคดี อย่างไรก็ตามศาลอาจขยายระยะเวลาได้ไม่จำกัดในกรณีเป็นคดีที่มีความรุนแรงและยังมีความเสี่ยงต่อสังคม นอกจากนี้ยังมีมาตรการบังคับบำบัดในชุมชน (Compulsory Community Treatment: CCT) โดยให้เข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องหลังได้รับการปล่อยตัว ส่วนประเทศนอร์เวย์ เมื่อมีการบังคับใช้มาตรการคุมตัวไว้ในสถานพยาบาลแล้วเป็นระยะเวลา 1 ปี ผู้กระทำความผิดที่เป็นบุคคลวิกลจริต ญาติ หรือพนักงานอัยการสามารถร้องขอให้ยุติการใช้มาตรการดังกล่าวได้ อันเป็นการทบทวนคำสั่งศาลอีกทางหนึ่ง อีกทั้งมีกำหนดระยะเวลาในการใช้มาตรการ 3 ปี อันเป็นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้กระทำความผิดโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของสังคมควบคู่กันด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงเห็นว่าประเทศไทยควรกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาส่งผู้กระทำความผิดที่เป็นบุคคลวิกลจริตไปบำบัดรักษาในสถานพยาบาลตามมาตรา 48 ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยกำหนดให้รับฟังความเห็นของผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ประกอบการพิจารณา กำหนดให้มีการจัดการที่หลากหลายเพื่อให้ศาลใช้ดุลพินิจในการเลือกการจัดการที่เหมาะสมกับระดับความรุนแรงของอาการในแต่ละบุคคลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดรักษา อีกทั้งควรกำหนดขอบเขตระยะเวลาในการควบคุมตัวไว้ในสถานพยาบาลให้มีความสอดคล้องกับรูปแบบการปฏิบัติกับผู้กระทำความผิดที่เป็นบุคคลวิกลจริตในระดับสากล อันไม่เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพเกินสมควรแก่เหตุ
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2025-09-22
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务