อุปสรรคทางกฎหมายในการส่งเสริมการลงทุนของไทย: ศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายประเทศอินโดนีเซีย
收藏DataCite Commons2023-09-19 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2022.655
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
ปัจจุบันระบบเศรษฐกิจได้พัฒนาไปพร้อมกับยุคสมัยและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ประเทศอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในด้านการพัฒนาทางเศรษฐกิจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีจุดแข็งด้านทรัพยากรและแรงงาน การลงทุนในประเทศอินโดนีเซียจึงได้กลายเป็นที่สนใจของนักลงทุนและบริษัทใหญ่จากทั่วโลกจำนวนมาก เนื่องจากนโยบายรัฐบาลที่สอดรับกับการลงทุนที่กำลังเข้ามา ในประเทศและการมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การมีตลาดขนาดใหญ่ มีทรัพยากรมนุษย์จำนวนมากและประชากรในประเทศสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ ส่งผลให้เป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญและต้องการเข้าสู่ตลาดเอเชียมากขึ้น ในการค้นคว้าอิสระนี้ได้ทำการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการลงทุนของประเทศอินโดนีเซีย พบว่าประเทศอินโดนีเซียมีกฎหมายว่าด้วยการลงทุน ฉบับที่ 25/2007 (Law No. 25 of 2007 on Investment) โดยเป็นกฎหมายแม่บทที่บัญญัติหลักการสำคัญเกี่ยวกับการลงทุนและมีกฎหมายระดับอนุบัญญัติ อาทิ ข้อบังคับประธานาธิบดี (Presidential regulations) ออกตามความกฎหมายว่าด้วยการลงทุน ฉบับที่ 25/2007 เพื่อความสะดวกในการกำหนดรายละเอียดที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา เช่น การออกใบอนุญาตการลงทุนในประเทศอินโดนีเซีย รายการที่เป็นข้อจำกัดในการประกอบอาชีพของนักลงทุน (Negative List) เป็นต้น โดยกฎหมายว่าด้วยการลงทุนฉบับนี้ประกอบด้วยบทบัญญัติสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวกับการลงทุน เช่น ประเภทของนักลงทุนที่มีสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย การขอรับสิทธิประโยชน์ในการลงทุน การกำหนดข้อจำกัดในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Negative list) หลักประกันการโอนกิจการเป็นของรัฐ และการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับนักลงทุน เป็นต้นอย่างไรก็ตาม ผู้เขียนได้ทำการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการลงทุนระหว่างประเทศ มาตรการและกฎหมายส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทย เพื่อทำการศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายส่งเสริมการลงทุนของประเทศอินโดนีเซีย และนำมาวิเคราะห์ ตลอดจนเสนอแนะแนวทางที่เหมาะสมในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทยในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ การกำหนดประเภทของนักลงทุนผู้ขอรับสิทธิประโยชน์ การขอรับการส่งเสริมการลงทุนและการอำนวยความสะดวก การจ่ายค่าชดเชยกรณีรัฐผู้รับการลงทุนฝ่าฝืนหลักประกันการโอนหรือเวนคืนกิจการเป็นของรัฐ การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับนักลงทุน และประเด็นการกำหนดข้อจำกัดในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยเมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 พบว่ายังมีข้อบกพร่องและไม่สมบูรณ์บางประการ เนื่องจากความล้าสมัยของกฎหมาย ความไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ซึ่งเป็นอุปสรรคของกฎหมายในการส่งเสริมการลงทุนของไทย ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นควรดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2560 ดังนี้ ประการแรก เนื่องจากพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้ผู้มีสิทธิขอรับการส่งเสริมการลงทุนไว้ในมาตรา 17 เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด ไว้เพียง 3 ประเภทเท่านั้น ได้แก่ บริษัท มูลนิธิ และสหกรณ์ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นการจำกัดโอกาสของนักลงทุนในการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ไม่สอดคล้องกับการก่อตั้งรูปแบบองค์กรธุรกิจที่มีความหลากหลายมากขึ้นในปัจจุบัน เช่น การดำเนินธุรกิจแบบเจ้าของกิจการคนเดียว (sole proprietorship) วิสาหกิจเริ่มต้น (StartUp) หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นต้น จึงควรขยายขอบเขตประเภทของนักลงทุนให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย และรูปแบบการจัดตั้งองค์กรธุรกิจในปัจจุบัน ประการที่สอง ควรมีการปรับปรุงระเบียบสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ฉบับที่ 1/2553 ออกตามความในมาตรา 13 เรื่อง กำหนดเวลาในการปฏิบัติงานส่งเสริมการลงทุน ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับคู่มือการขอรับการส่งเสริมการลงทุนฉบับปัจจุบัน ประการที่สาม ควรแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 43 ให้มีการจ่ายค่าชดเชย อันเนื่องมาจากรัฐผู้รับการลงทุนโอนหรือเวนคืนกิจการของนักลงทุนเป็นของรัฐ ประการที่สี่ เห็นควรให้บัญญัติเงื่อนไขการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับนักลงทุนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากเป็นหลักการคุ้มครองนักลงทุนที่เป็นมาตรฐานสากลและควรกำหนดไว้ให้ชัดเจนในกฎหมายภายในของประเทศ และประการสุดท้าย เห็นควรให้มีการปรับปรุงแก้ไขบัญชีสาม (21) ท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ให้มีการกำหนดประเภทของธุรกิจโดยมีการระบุให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาการใช้การตีความต่อไป ทั้งนี้ เพื่อให้กฎหมายส่งเสริมการลงทุนของไทยมีความสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย ทันสมัย เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน เป็นไปตามหลักการสากลในการคุ้มครองนักลงทุน ตลอดจนมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงดูดนักลงทุนได้อย่างแท้จริง
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2023-09-19



