ปัญหาในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการนำคริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลไปแสวงหาประโยชน์
收藏DataCite Commons2024-03-12 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2023.61
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นการลงทุนที่เข้าถึงได้ง่ายอาศัยเงินลงทุนที่น้อยและมีผลตอบแทนที่จูงใจจึงได้รับความนิยมอย่างมากภายในระยะเวลาอันสั้น โดยการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีลักษณะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเกิดการพัฒนาเป็นการลงทุนในรูปแบบใหม่ โดยในช่วงแรกการเสนอขายสินทรัพย์ดิจิทัลต่อประชาชน (ICO – Initial Coin Offering) ได้รับความนิยมอย่างมากซึ่งเป็นเกิดเป็นเงินได้ในสองลักษณะคือ เงินได้ในลักษณะส่วนเกินทุน และเงินได้จากการถือหรือครอบครองโทเคนดิจิทัล ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรกำหนดประเภทเงินได้ขึ้นใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะเงินได้ดังกล่าวคือ บทบัญญัติตามมาตรา 40 (4) (ฌ) และ มาตรา 40 (4) (ซ) ตามลำดับ ต่อมาการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลได้มีการพัฒนาต่อมาเป็นการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปแสวงหาประโยชน์เป็นการนำสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีอยู่โอนไปเข้าร่วมโครงการหรือทำสัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่คิดคำนวณจากจำนวนสินทรัพย์ดิจิทัลกับระยะที่ทำสัญญาจึงเป็นการให้ผลตอบแทนในลักษณะดอกเบี้ย เช่น การทำ Staking Yield Farming การฝากสินทรัพย์ดิจิทัลและการให้กู้ยืมสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นต้น ซึ่งการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลไปเข้าร่วมโครงการหรือทำสัญญาเป็นการโอนไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ดิจิทัล ทำให้พ้นขอบเขตของความหมายของคำว่า “ถือหรือครอบครอง” จึงไม่สามารถปรับใช้บทบัญญัติตามมาตรา 40 (4) (ซ) ได้ จึงต้องถือว่าเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (8) ทำให้เมื่อเปรียบเทียบกับเงินได้ในลักษณะดอกเบี้ยตามาตรา 40 (4) (ก) ที่มีการให้ผลตอบแทนคล้ายกัน การเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (8) จะไม่สอดคล้องกับหลักภาษีอากรที่ดี โดยกระทบหลักความแน่นอน หลักความเสมอภาค และหลักความเป็นกลาง ต่อมากรมสรรพากรได้ออกคำแนะนำในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากคริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล ซึ่งได้แนะนำให้การนำโทเคนดิจิทัลไปแสวงหาประโยชน์ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ซ) และการนำคริปโทเคอร์เรนซีไปแสวงหาประโยชน์ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (8) การกำหนดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ซ) จึงเป็นการปรับใช้บทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับหลักการใช้การตีความกฎหมาย และการกำหนดประเภทเงินได้ตามประเภทของสินทรัพย์ดิจิทัลยังทำให้เมื่อเปรียบเทียบมาตรการและภาระทางภาษีของสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งสองประเภทจะกระทบต่อหลักภาษีที่ดีโดยกระทบต่อหลักความเสมอภาค หลักความสะดวก หลักความเป็นกลาง และมีปัญหาเกี่ยวกับภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ซ) และการคำนวณภาษีและวิธีการเสียภาษีจากการคำนวณมูลค่าต้นทุนของสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับมาเป็นผลตอบแทนจากการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปแสวงหาประโยชน โดยจากการศึกษากฎหมายต่างประเทศ พบว่า ทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศนิวซีแลนด์ ไม่มีการบัญญัติกฎหมายขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อการเสียภาษีจากสินทรัพย์ดิจิทัลแบบประเทศไทย แต่มีคำแนะนำในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจาการทำ Staking ได้กำหนดให้เป็น “เงินได้ประเภทอื่น ๆ” ในการเสียภาษีโดยถือว่าเป็นการขุดสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างหนึ่งและมีการรับรู้เป็นเงินได้ในเวลาที่ได้รับสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นมา ซึ่งมาตรการในการเสียภาษีของทั้งสองประเทศไม่มีการแบ่งแยกประเภทของสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นโทเคนดิจิทัลหรือคริปโทเคอร์เรนซีมีมาตรการในการจัดเก็บภาษีแบบเดียวกัน และทั้งสองประเทศไม่มีภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปแสวงหาประโยชน์ ซึ่งทั้งประเทศไทยและต่างประเทศมีข้อดีและข้อด้อยที่แตกต่างกันซึ่งสามารถนำมาเป็นแนวทางในการปรับปรุงมาตรการในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปแสวงหาประโยชน์ได้ต่อไป
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2024-03-12



