five

การไม่กีดกันทางสังคมของผู้มีประสบการณ์ความเจ็บป่วยทางจิตในระบบดูแลด้านสุขภาพจิตยุคสมัยใหม่

收藏
DataCite Commons2023-10-27 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2022.1337
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
ตั้งแต่คริสต์ศักราชที่ 1978 จนถึงต้นคริสต์ทศวรรษที่ 2000 ระบบดูแลด้านสุขภาพจิตของหลายประเทศในยุโรปได้เริ่มปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำงานจากที่เน้นความสำคัญของโรงพยาบาลจิตเวชมาสู่การกระจายทรัพยากรด้านสุขภาพจิตออกไปสู่ชุมชนมากขึ้นผ่านนโยบาย การลดความเป็นสถาบันขนาดใหญ่ และก่อให้เกิดเป็นกรอบการทำงานใหม่ที่เรียกว่ากรอบการฟื้นคืนสภาพซึ่งเป็นแนวทางหลักของระบบดูแลด้านสุขภาพจิตในปัจจุบัน การปฏิรูปนี้ช่วยให้ผู้มีประสบการณ์โรคจิตเภทและโรคจิตอื่น ๆ ไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดให้อยู่กัดให้อยู่ในสถาบันจิตเวชศาสตร์อีกต่อไป เป็นวิธีการที่ส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศของสังคมที่ไม่กีดกันพวกเขาเหล่านั้น ซึ่งต่างจากระบบ การทำงานเดิมที่เน้นการดึงคนออกมาจากชุมชนเพื่อรักษาแล้วจึงส่งกลับไป เป็นระบบที่สร้างให้เกิดการตีตราและมายาคติเรื่องความอันตราย อีกทั้งภายใต้กรอบการทำงานฟื้นคืนสภาพนี้ถือว่ายิ่งผู้มีประสบการณ์โรคจิตเภทมีโอกาสมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมมากเท่าใด การฟื้นคืนสภาพยิ่งเกิดขึ้นเร็วเท่านั้น ในขณะที่ระบบดูแลด้านสุขภาพจิตของประเทศไทยนั้น แม้ว่าจะมีการทำงานสุขภาพจิตชุมชนและแนวคิดการลดความเป็นสถาบันขนาดใหญ่ แต่ในทางปฏิบัติยังพบว่ายังไม่มีการปฏิรูปที่ชัดเจน และระบบการบำบัด รักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพยังคงดำเนินกิจกรรมแบบรวมศูนย์ ซึ่งตามหลักการเท่ากับว่าระบบดูแลด้านสุขภาพจิตของไทยเอื้อให้เกิดสังคมที่กีดกันผู้มีประสบการณ์โรคจิตเภท เพราะฉะนั้นงานศึกษาชิ้นนี้จึงสนใจที่จะทำความเข้าใจมิติของการไม่กีดกันและการกีดกันทางสังคมที่เกิดขึ้นในระบบดูแลด้านสุขภาพจิตลักษณะดังกล่าว การศึกษาครั้งนี้ผู้ศึกษายึดหลักการของนักจิตเวชศาสตร์ยุคหลังที่สนับสนุนอำนาจ ทางเลือก และคุณภาพชีวิตของผู้มีประสบการณ์โรคจิตเภทและครอบครัว โดยเลือกใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการเข้าไปสังเกตการณ์การดำเนินการของชมรม/สมาคมจิตเวชจำนวน 3 แห่งในภาคเหนือ และโรงพยาบาลจิตเวช (รพ.สวนปรุง) และเพื่อให้ได้ข้อมูลในเชิงปฏิสัมพันธ์ระดับย่อย ผู้ศึกษาได้นำชาติพันธุ์วิธีวิทยามาประยุกต์ใช้สำหรับรวมรวมข้อมูลเพื่อค้นหากิจกรรมย่อยที่เกี่ยวข้องกับการไม่กีดกันและการกีดกันทางสังคมที่เกิดขึ้น เนื่องจากเชื่อว่าพฤติกรรมบางอย่างผู้ร่วมโครงการวิจัยอาจจะไม่สามารถให้คำตอบแก่ผู้ศึกษาได้ทางวาจา ผลการศึกษาถูกจำแนกออกเป็นบทที่ 4 ถึงบทที่ 7 เริ่มจากบทที่ 4 เป็นการอธิบายให้เห็นคุณลักษณะเฉพาะของระบบดูแลด้านสุขภาพจิตของไทยซึ่งผู้ศึกษาเรียกว่าระบบดูแลด้านสุขภาพจิตแบบอสมดุล หมายถึงระบบที่ใช้รูปแบบทั้งโรงพยาบาลเป็นฐาน (ซึ่งเป็นรูปแบบดั้งเดิม) ร่วมกับการใช้รูปแบบชุมชนเป็นฐานร่วมด้วย แต่เมื่อพิจารณาสัดส่วนของทรัพยากรสุขภาพจิตแล้ว ทรัพยากรสุขภาพจิตในระบบอสมดุลนี้ยังคงกระจุกตัวอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชขนาดใหญ่ จากนั้นในบทที่ 5 จะกล่าวถึงภาพของการทำงานด้านสุขภาพจิตในชุมชนซึ่งแม้ว่าแต่ละแห่งต่างมีเป้าหมายในการทำงานที่ใกล้เคียงกัน ทว่ามีแนวทางในการทำงานที่แตกต่างกัน บทที่ 6 เป็นการอธิบายให้เห็นถึงประเด็นการไม่กีดกันและการกีดกันทางสังคมที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลภาคสนามโดยผู้ศึกษาได้จำแนกอธิบายเป็น 5 ประเด็น ประกอบด้วย 1) การพูดถึงการเข้ามาของความจริงชุดใหม่และการจัดประเภทใหม่ 2) การกล่าวถึงประเด็นเรื่องการทำงาน 3) การกล่าวถึงการไม่กีดกันทางสังคมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้คนในชุมชน 4) การกล่าวถึงประเด็นความยากลำบากของผู้ร่วมโครงการวิจัยในการเข้าใช้บริการระบบดูแลด้านสุขภาพจิตแบบอสมดุล และ 5) การกล่าวถึงประสิทธิภาพของยาที่ใช้ในการรักษาโรคจิตเภท เพื่อตอบคำถามการวิจัย ในบทที่ 7 ซึ่งเป็นบทสรุปได้อธิบายกระบวนการที่ระบบดูแลด้านสุขภาพจิตแบบอสมดุลนี้ใช้เพื่อสร้างการไม่กีดกันทางสังคมขึ้นโดย 1) การสร้างการไม่กีดกันทางสังคมให้เกิดขึ้นโดยโรงพยาบาลจิตเวชเป็นผู้สร้างวาทกรรมคนไข้และส่งเข้าไปในชุมชนโดยมีชมรม/สมาคมสุขภาพจิตในชุมชนเป็นกลไกที่ทำให้วาทกรรมดังกล่าวถูกนำไปฏิบัติจริงเพื่อมุ่งหวังเข้าไปหักล้างและแทนที่วาทกรรมชุดเดิม (ผีบ้า/คนบ้า) ที่ลดคุณค่าความเป็นมนุษย์และกีดกันคนกลุ่มนี้ออกจากสังคม 2) การสร้างการไม่กีดกันทางสังคมให้เกิดขึ้นในระหว่างการบำบัดรักษาที่โรงพยาบาล ซึ่งจากการศึกษาพบกว่าปัจจุบันมีการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตที่ง่ายและถูกกว่าอดีตที่บางครอบครัวต้องขายที่นาเพื่อนำเงินไปรักษา นอกจากยังพบว่าผู้คนสามารถเข้าถึงบริการการรักษาด้วยยาได้ มากขึ้นแต่บริการการบำบัดรักษาอื่น ๆ ยังกระจุกตัวอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชเท่านั้นซึ่งนำไปสู่ผลกระทบเกี่ยวกับการได้รับการจ้างงาน ทำให้ผู้ที่เข้าใช้บริการโรงพยาบาลจิตเวชมีโอกาสที่จะได้รับการจ้างงานมากกว่าผู้ที่ใช้บริการชมรม/สมาคมสุขภาพจิตในชุมชนซึ่งไม่มีความพร้อมด้านบุคลากรที่ให้บริการด้านจิตสังคมบำบัด นอกจากนั้นยังพบว่า โรงพยาบาลจิตเวชและโรงพยาบาลทั่วไปต่างพัฒนาเงื่อนไขทางสิ่งแวดล้อมเฉพาะขึ้นมาเพื่อสร้างความรู้สึกทางบวก 3) การสร้างการไม่กีดกันทางสังคมในชุมชน ซึ่งมีชมรม/สมาคมเป็นกลไกที่สำคัญยิ่งได้แก่ การส่งเสริมให้เกิดการใช้วาทกรรมคนไข้ การส่งเสริมให้เข้าถึงบริการบำบัดรักษา การเป็นกลไกในการแก้ไขสถานการณ์การถูกกีดกันที่เกิดขึ้น แต่สุดท้ายรูปแบบการทำงานของชมรม/สมาคมเหล่านี้กลับกำลังสร้างภาพตัวแทนให้กับตนเองในฐานะเป็นศูนย์บริการของคนยากจน ซึ่งอาจนำมาซึ่งการกลับมาอีกครั้งของสถานกักกัน และสุดท้าย 4) การที่ผู้มีประสบการณ์โรคจิตเภทได้สร้างการไม่กีดกันทางสังคมให้เกิดขึ้นด้วยตัวเองผ่าน การตีความ และการให้ความหมายกับโลกรอบตัวซึ่งเป็นสิ่งที่มีความเฉพาะตัว
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2023-10-27
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务