มาตรการจัดการสื่อสังเคราะห์ที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์
收藏DataCite Commons2025-09-22 更新2026-05-04 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2024.856
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
การค้นคว้าอิสระฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลสื่อสังเคราะห์ที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์ หรือที่รู้จักในชื่อ “ดีปเฟค” (Deepfake) ซึ่งกำลังทวีความรุนแรงและสร้างผลกระทบในวงกว้างต่อสังคมไทย ทั้งในมิติของการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล การสร้างข่าวปลอมเพื่อบิดเบือนข้อมูล และการฉ้อโกงทางเศรษฐกิจ โดยการศึกษานี้เป็นการค้นคว้าและวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยมุ่งวิเคราะห์เปรียบเทียบแนวทางการกำกับดูแลของต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน และสหภาพยุโรป กับสถานะและข้อจำกัดของกฎหมายไทยในปัจจุบัน เพื่อนำไปสู่การเสนอแนะแนวทางการพัฒนากฎหมายที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ผลการศึกษาพบว่า เทคโนโลยีดีปเฟค ซึ่งเป็นผลผลิตของปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) มีศักยภาพในการสร้างหรือดัดแปลงเนื้อหาสื่อดิจิทัลให้มีความสมจริงจนยากจะแยกแยะออกจากของจริงได้ ในขณะที่นานาประเทศได้เริ่มพัฒนากรอบกฎหมายเฉพาะทางเพื่อรับมือกับความปัญหาดังกล่าว โดยมีแนวทางที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่แนวทางของสหรัฐอเมริกาที่มุ่งเน้นการสร้างความโปร่งใสโดยการแจ้งหรือเปิดเผยข้อมูลและการสร้างกลไกการแจ้งเตือนเพื่อนำเนื้อหาออก (Notice-and-Takedown) แนวทางของสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ใช้การกำกับดูแลที่เข้มงวดโดยกำหนดภาระหน้าที่หลักแก่ผู้ให้บริการเทคโนโลยี ไปจนถึงแนวทางของสหภาพยุโรปที่ใช้การกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง (Risk-based Approach) เมื่อพิจารณาย้อนกลับมายังบริบทของประเทศไทย จะเห็นว่า ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อกำกับดูแลสื่อสังเคราะห์เป็นการเฉพาะ การบังคับใช้กฎหมายจึงต้องอาศัยการตีความจากกฎหมายที่มีอยู่เดิม เช่น ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งกฎหมายเหล่านี้มีลักษณะเป็นมาตรการเชิงเยียวยา (ex-post) ที่มุ่งเน้นการลงโทษภายหลังเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว และมีข้อจำกัดที่สำคัญคือการขาดมาตรการเชิงป้องกัน (ex-ante) ที่มีประสิทธิภาพ การที่ตัวบทไม่ครอบคลุมเทคโนโลยีใหม่อย่างชัดเจน การขาดกลไกระงับความเสียหายที่รวดเร็ว และการที่กรอบความรับผิดชอบยังจำกัดอยู่เพียงผู้เผยแพร่เนื้อหาเท่านั้น โดยยังมิได้ขยายไปถึงผู้พัฒนาเทคโนโลยีและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ดังนั้น การค้นคว้าอิสระฉบับนี้จึงมีข้อเสนอแนะว่า ประเทศไทยควรมีการพัฒนากรอบกฎหมายและมาตรการเฉพาะทางที่ครอบคลุมและเท่าทันต่อเทคโนโลยี โดยแนวทางที่สำคัญที่สุดคือการบัญญัติกฎหมายเฉพาะเพื่อกำกับดูแลดีปเฟคโดยตรง ซึ่งควรกำหนดบทนิยามที่ชัดเจนและวางกรอบความรับผิดชอบให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายในระบบนิเวศ ตั้งแต่ผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้สร้างเนื้อหา ไปจนถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ ควรนำแนวทางการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง (Risk-based Approach) มาปรับใช้เพื่อจำแนกมาตรการให้เหมาะสมกับความร้ายแรงของการกระทำ ควบคู่ไปกับการกำหนดภาระหน้าที่แก่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มในการจัดทำกลไกการแจ้งเตือนและนำเนื้อหาออก (Notice-and-Takedown) และท้ายที่สุดคือการขับเคลื่อนมาตรการทางเทคโนโลยีเพื่อการตรวจจับและสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้แก่สังคมควบคู่กันไป
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2025-09-22



