five

การพัฒนาองค์การเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของระบบราชการ 4.0: กรณีศึกษากองรายได้ สำนักการคลัง กรุงเทพมหานคร

收藏
DataCite Commons2023-10-17 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2022.1308
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
การศึกษาเรื่อง การพัฒนาองค์การเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของระบบราชการ 4.0 กรณีศึกษา กองรายได้ สำนักการคลัง กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการจัดเก็บรายได้ตามแนวทางของระบบราชการ 4.0 2) ศึกษาปัญหาอุปสรรคกระบวนการจัดเก็บรายได้ ของกองรายได้ สำนักการคลัง 3) เสนอแนะแนวทางการพัฒนากระบวนการจัดเก็บรายได้ สู่การเป็นองค์การ 4.0 ของกองรายได้ สำนักการคลัง ผู้วิจัยใช้การวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพกับการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ (Mixed Methodology) โดยการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 128 คน สำหรับการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informant) จำนวน 3 คน โดยให้ความสำคัญไปยังการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลักและการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณเป็นข้อมูลสนับสนุน เพื่อศึกษากระบวนการจัดเก็บรายได้ ด้วย SIPOC Model โดยดัดแปลงด้านผู้ส่งมอบหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง (Suppliers) มาเป็นด้านบริบท (Context) เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของงานวิจัย ดังนั้น การวิจัยครั้งนี้ จะศึกษากระบวนการจัดเก็บรายได้ของกองรายได้ สำนักการคลัง กรุงเทพมหานคร จำนวน 5 ด้าน ตามแนวคิด CIPOC Model ประกอบด้วย 1) ด้านบริบท (Context) 2) ด้านปัจจัยนำเข้า (Input) 3) ด้านกระบวนการทำงาน (Process) 4) ด้านผลผลิต (Output) และ 5) ด้านผู้รับบริการ (Customer) ผลการศึกษาวิจัยพบว่า กระบวนการจัดเก็บรายได้ ของกองรายได้ สำนักการคลัง กรุงเทพมหานคร มีกระบวนการจัดเก็บรายได้ที่ยังไม่สอดคล้องกับระบบราชการ 4.0 โดยด้านกระบวนการทำงาน (Process) เป็นด้านที่ควรให้ความสำคัญในการแก้ไข/พัฒนามากที่สุด เนื่องจากไม่มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้มากเท่าที่ควร ทั้งในกระบวนการสำรวจ กระบวนการแจ้งประเมินภาษี และกระบวนการจัดเก็บภาษี ด้านบริบท (Context) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้กองรายได้จัดเก็บภาษีได้ลดลง เนื่องจากบริบทด้านการเมืองและเศรษฐกิจ บริบทด้านนโยบายผู้บริหาร และบริบทด้านกฎหมาย ด้านปัจจัยนำเข้า (Input) พบว่า ปัจจุบันมีการให้ความสำคัญกับปัจจัยนำเข้า เช่น การนำระบบ BMA TAX MAP มาช่วยจัดเก็บรายได้ แต่ควรมีการดำเนินการต่อไปเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้านผลผลิต (Output) พบว่า การไม่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสร้างนวัตกรรมในการปรับปรุงกระบวนการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และกระบวนการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำให้กรุงเทพมหานครมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลดลง และด้านผู้รับบริการ (Customer) พบว่า กระบวนการทำงานไม่อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน จึงทำให้ประชาชนผู้เสียภาษีไม่พึงพอใจต่อกระบวนการจัดเก็บรายได้ ด้วยสาเหตุนี้จึงทำให้กองรายได้ สำนักการคลัง กรุงเทพมหานครที่ยังไม่เป็นระบบราชการ 4.0 เท่าที่ควร และไม่สอดคล้องกับแนวคิดรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ที่ต้องปรับตัวโดยมุ่งเน้นความคล่องตัวเพื่อขับเคลื่อนภารกิจการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพลิกโฉมภาครัฐ ต้องมีการปรับเปลี่ยนและปฏิรูปในการรองรับต่อประเทศไทย 4.0 ดังนั้น การก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลการเป็นองค์การ 4.0 ของกองรายได้ สำนักการคลัง กรุงเทพมหานคร และนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดเก็บรายได้ให้สูงขึ้น การสร้างฐานภาษีที่ยั่งยืน จึงควรมีการพัฒนารูปแบบการทำงานโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการจัดเก็บภาษี พัฒนาการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน พัฒนาทักษะให้กับบุคลากรให้การคิดทางปัญญาและสมรรถนะด้านดิจิทัล พัฒนาระบบการให้บริการ เพื่ออำนวยความสะดวกต่อผู้เสียภาษี ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เสียภาษีในยุคดิจิทัล สร้างจิตสำนึกที่ดีเพื่อความเป็นพลเมืองดีของประเทศตระหนักถึงความรับผิดชอบในการเสียภาษีให้ถูกต้องและครบถ้วน รวมไปถึงการสร้างองค์การแห่งความสุข การใช้ชีวิตและการปฏิบัติงานเป็นสิ่งที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2023-10-17
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务