การจำแนกและประเมินคุณค่ามรดกอุตสาหกรรมในประเทศไทย
收藏DataCite Commons2024-09-23 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2023.941
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเสนอกรอบการพิจารณามรดกอุตสาหกรรมในประเทศไทย เพื่อตอบสมมติฐานงานวิจัยที่ว่า “กรอบแนวคิดในการพิจารณามรดกอุตสาหกรรมระดับสากล ไม่สามารถใช้เป็นกรอบพิจารณามรดกอุตสาหกรรมในประเทศไทยได้อย่างครบถ้วน และครอบคลุมในทุกมิติ การเสนอกรอบแนวคิดการพิจารณามรดกอุตสาหกรรมสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ จะนำไปสู่การจำแนกประเภท การให้คุณค่าเฉพาะที่มีความชัดเจนกับมรดกอุตสาหกรรม และสามารถครอบคลุมหลักฐานที่ครบถ้วน” ซึ่งได้มาจากการศึกษากรอบการพิจารณามรดกอุตสาหกรรมในระดับสากล นำมาสร้างข้อถกเถียงในบริบทของประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป (Industrial Revolution) ลัทธิล่าอาณานิคมตะวันตก (Colonialism) และการทำให้เป็นสมัยใหม่แบบตะวันตก (Modernization) ทั้งนี้การศึกษาการจำแนกและประเมินคุณค่ามรดกอุตสาหกรรมในประเทศไทย เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลตามตัวแปรในการวิจัยที่ประกอบด้วย 3 ตัวแปรหลัก ได้แก่ เกณฑ์การพิจารณามรดกอุตสาหกรรมระดับสากล มุมมองทางประวัติศาสตร์ และคำจำกัดความด้านคุณค่ากรอบการพิจารณามรดกอุตสาหกรรมในระดับสากล ผู้วิจัยใช้เกณฑ์ในการพิจารณามรดกวัฒนธรรมของคณะกรรมการมรดกโลก (UNESCO World Heritage Centre) และเกณฑ์ในการพิจารณามรดกอุตสาหกรรมของ The International Committee for the Conservation of the Industrial Heritage (TICCIH) เป็นเอกสารหลักในการศึกษา วิเคราะห์โดยแบ่งมิติในด้านเนื้อหาออกเป็น 5 มิติ คือ 1. คำจำกัดความ 2. กรอบเวลา 3. ความแท้ 4. การแบ่งประเภท และ 5. คุณค่า ทำการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมจากการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม ผลการวิจัยพบว่า กรอบการพิจารณามรดกอุตสาหกรรมในระดับสากลมีข้อจำกัดในการพิจารณาทรัพย์สินใด ๆ จากการสร้างเกณฑ์บนมุมมองแบบมียุโรปเป็นศูนย์กลาง ซึ่งส่งผลต่อความครอบคลุมของเกณฑ์การพิจารณาทรัพย์สินบางประเภท และการให้คุณค่าต่อทรัพย์สินในประเทศไทย จากการทบทวนวรรณกรรม และการศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรปพบว่า ไทยอยู่บนฉากทัศน์ของการเปลี่ยนแปลง 2 แบบ ฉากทัศน์แรก คือ การตกอยู่ในสถานะกึ่งเมืองขึ้น หรือถูกรวมเข้าอยู่ในกระบวนการขยายตัวของทุนระดับโลก เกิดการเปิดการค้าเสรีกับต่างชาติ มีการนำเครื่องจักร และเทคโนโลยีการผลิตเข้ามาเพื่อนำทรัพยากร และวัตถุดิบไปใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรม ส่งผลให้เกิดโรงงานอุตสาหกรรม การขนส่งรวมถึงการตั้งถิ่นฐานใหม่ ๆ ที่อยู่บนการศึกษาประวัติศาสตร์กระแสหลักที่กำหนดว่า มีรัฐชาติไทยมายาวนานก่อนการเข้ามาของผลกระทบจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม การปรับตัวเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ของไทยเพื่อให้รอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมเป็นเพียงมุมมองแบบมียุโรปเป็นศูนย์กลาง และฉากทัศน์ที่สอง คือ การก่อรูปรัฐสมัยใหม่ของสยามโดยมีกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง บนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ว่า ยังไม่เกิดประเทศไทยแบบที่เข้าใจกันในปัจจุบันในช่วงเวลานั้น แต่พัฒนาขึ้นในภายหลัง เป็นการสร้างมุมมองแบบไม่อ้างอิงยุโรปเป็นศูนย์กลาง แต่มีคนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางของการศึกษาแทน โดยข้อค้นพบดังกล่าว ผู้วิจัยสร้างมุมมองทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างออกไปจากมุมมองแบบมียุโรปเป็นศูนย์กลาง คือ มุมมองแบบไม่อ้างอิงยุโรปเป็นศูนย์กลาง ที่ส่งผลไปสู่การขยายกรอบการพิจารณามรดกอุตสาหกรรมระดับสากล และสร้างกรอบการพิจารณามรดกอุตสาหกรรมในประเทศไทยเบื้องต้นในมิติด้าน คำจำกัดความ กรอบเวลา ความแท้ และการแบ่งประเภท ในมิติด้านคุณค่าผู้วิจัยทำการแบ่งออกเป็นสองระดับ คือ คุณค่าที่โดดเด่นเป็นสากล ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับความเชื่อมโยงกับบริบททางสังคมของพื้นที่มรดก และคุณค่าที่ได้จากกระบวนการภาคสนาม ซึ่งไม่สามารถใช้การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรมแต่เพียงอย่างเดียวเพื่อสรุปผล เนื่องจากการให้คุณค่าเป็นมุมมองส่วนบุคคลที่สัมพันธ์กับปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะความเป็นตัวแทนกลุ่มทางสังคม องค์กร และสถานภาพที่สัมพันธ์กับพื้นที่มรดก โดยเฉพาะในปัจจุบันที่อิทธิพลทางการเมืองและสังคมที่หล่อหลอมการพัฒนากระบวนการอนุรักษ์ ได้ขยายความเข้าใจว่า ประชาชนจำนวนมากอาจกำหนดคุณค่าที่แตกต่างกันให้กับมรดกได้ ผู้วิจัยทำการเลือกพื้นที่ศึกษา 3 พื้นที่ คือ 1. พื้นที่ประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมป่าไม้แพร่ 2. โรงงานรถไฟมักกะสัน และ 3. โรงงานกระดาษไทย กาญจนบุรี เพื่อลงพื้นที่ทำกระบวนการประเมินคุณค่า โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 3 กลุ่มตัวแทน คือ ตัวแทนเจ้าของพื้นที่ศึกษา ผู้ใช้งานพื้นที่ศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ศึกษา ผลการวิจัยพบว่า การให้คุณค่าของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ คือ 1. คุณค่ามรดก คือ คุณค่าที่ติดอยู่กับตัวมรดก มองความสำคัญของตัวมรดกในฐานะหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์เป็นหลัก เป็นมุมมองแบบวัตถุวิสัย 2. คุณค่าที่เชื่อมโยงทางสังคม คือ คุณค่าที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใช้ตัวมรดกเป็นเครื่องมือ เพื่อสร้างกระบวนการทางสังคม และเพื่อวัตถุประสงค์ในด้านต่าง ๆ และ 3. คุณค่าเชิงอัตวิสัย คือ คุณค่าทางจิตวิญญาณสมัยใหม่ เป็นคุณค่าทางสังคมประเภทหนึ่งที่อยู่บนพื้นฐานความคิดแบบมานุษยนิยม ผลจากงานวิจัยฉบับนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งในภาครัฐ เอกชน และภาคการศึกษา จากแนวคิดเรื่องคุณค่าที่โดดเด่นที่สามารถนำไปเป็นแนวทางในการจัดลำดับความสำคัญของมรดกชาติ กรอบการพิจารณามรดกอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจทรัพย์สินใด ๆ ที่อาจจะอยู่นอกเหนือกระแสแนวคิดหลักด้านการอนุรักษ์ในประเทศไทย รวมถึงการต่อยอดด้านการศึกษาการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม จากการศึกษาประวัติศาสตร์ในแนวคิดที่ต่างออกไปจากประวัติศาสตร์กระแสหลักที่งานวิจัยนี้นำเสนอท้ายนี้ยังมีข้อค้นพบจากทบทวนวรรณกรรม และลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประเมินคุณค่าพื้นที่ศึกษาที่มีความสำคัญสำหรับการต่อยอดด้านการศึกษา และการสร้างกระบวนการ หรือโครงการอนุรักษ์ โดยพบว่า จากประเด็นการศึกษาของงานวิจัยที่มุ่งเน้นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นระหว่างทุนนิยมศูนย์กลางตะวันตกกับประเทศไทยหรือสยาม โดยใช้กรุงเทพฯ เป็นจุดเชื่อมต่อ ในระหว่างการก่อรูปรัฐสมัยใหม่ ได้เกิดฉากทัศน์เชิงซ้อนขึ้นในพื้นที่ คือ การแผ่อำนาจของศูนย์กลางโดยกรุงเทพฯ สู่หัวเมืองต่าง ๆ ในรูปแบบเดียวกับที่ศูนย์กลางตะวันตกสร้างขึ้น การศึกษาในมุมมองแบบฉากทัศน์เชิงซ้อนนี้อาจนำไปสู่การกำหนดคุณค่า และการแบ่งประเภทของมรดกขึ้นใหม่ หรือแตกต่างออกไปจากที่เคยมีอยู่ในปัจจุบัน
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2024-09-23



