มุมมองและปัจจัยในการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งเสริมการเรียนเสริมทักษะสำหรับเด็ก
收藏DataCite Commons2025-09-17 更新2026-05-04 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2024.849
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
การศึกษาในหัวข้อ “มุมมองและปัจจัยในการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งเสริมการเรียนเสริมทักษะสำหรับเด็ก” มีวัตถุประสงค์ 3 ประเด็นเพื่อ (1) ศึกษามุมมองของผู้ปกครองเกี่ยวกับการเรียนเสริมทักษะสำหรับเด็ก (2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งการเรียนเสริมทักษะสำหรับเด็ก และ (3) ศึกษาการตั้งงบประมาณประจำปีของครอบครัวสำหรับการเรียนเสริมทักษะ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured Interview) โดยมีผู้ปกครองกลุ่มตัวอย่างจำนวน 8 ท่าน ซึ่งมีบุตรหลานอายุระหว่าง 3–12 ปี และมีประสบการณ์ตรงในการส่งเสริมการเรียนเสริมทักษะอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 1 หลักสูตรจากการศึกษาพบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงบวกต่อการเรียนเสริมทักษะ โดยมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของเด็กในมิติต่าง ๆ เป็นการเติมเต็มและขยายโอกาสการเรียนรู้ที่อาจยังไม่ครอบคลุมในระบบการศึกษา เช่น ทักษะชีวิต ทักษะทางสังคม ความคิดสร้างสรรค์ และความมั่นใจในตนเอง ผู้ปกครองจะเปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลองทำกิจกรรมหลากหลายตามความสนใจและความถนัด เพื่อค้นหาตัวตนและสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ โดยส่วนใหญ่ไม่ได้ยึดโยงความสำเร็จทางวิชาการหรือการแข่งขันเป็นเป้าหมายหลัก แต่ให้ความสำคัญกับความสุขและการพัฒนาที่สมดุลของเด็กในระยะยาว รวมทั้งมีมุมมองต่อการเรียนเสริมทักษะชีวิต เป็นการลงทุนระยะยาวสร้างคุณภาพชีวิตปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจสามารถจำแนกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ (1) ปัจจัยภายใน เช่น ความสนใจของเด็ก ฐานะทางเศรษฐกิจ และประสบการณ์ในอดีตของครอบครัว พบว่าคุณลักษณะของเด็ก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสูงสุดที่ผู้ปกครองยึดเป็นเกณฑ์หลักในการตัดสินใจ โดยเน้นให้เด็กเลือกเรียนตามความสนใจของบุตรหลาน ส่วนฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะพิจารณาความคุ้มค่า ความจำเป็น และความเหมาะสมกับรายได้ สำหรับประเด็น ประสบการณ์ในอดีตของครอบครัว ผู้ปกครองส่วนใหญ่มองว่าเด็กแต่ละคนควรได้รับการสนับสนุนตามความสนใจของตนเอง มากกว่าการนำประสบการณืในอดีตมาเป็นกรอบจำกัดแนวทาง แม้ว้าบางครอบครัวจะมีแรงจูงใจจากประสบการณ์ขาดโอกาสในวัยเด็ก แต่ส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับความต้องการปัจจุบันของเด็กเป็นหลัก (2) ปัจจัยภายนอก โดยประเมินตามกรอบแนวคิด 7Ps Marketing Mix และอิทธิพลจากสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งพบว่า หลักสูตรและคุณภาพของหลักสูตร (Product) สถานที่เรียนและความสะดวกในการเดินทาง (Place) และคุณภาพครูผู้สอน (People) เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ส่วนปัจจัยรองอื่น ได้แก่ ราคา สภาพแวดและความสะดวกสบายของสถาบัน สิทธิพิเศษและโปรโมชั่น และด้านกระบวนการจัดการของสถาบัน ในด้านอิทธิพลจากสังคมและวัฒนธรรม แม้จะได้รับคำแนะนำจากครู โรงเรียน หรือกระแสสังคม เช่น STEM, Coding แต่ผู้ปกครองยังยึดความ สนใจของเด็กเป็นหลัก กระแสสังคมมีผลเพียงระดับหนึ่งในด้านการตั้งงบประมาณ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่มีการกำหนดวงเงินที่ตายตัว แต่พิจารณาตามความเหมาะสม โดยสามารถจำแนกค่าใช้จ่ายต่อปีออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับสูง (มากกว่า 200,000 บาท), ระดับกลาง (100,000–150,000 บาท) และระดับต่ำ (ต่ำกว่า 100,000 บาท) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างของรูปแบบการวางแผนการเงินตามบริบทของแต่ละครอบครัวผู้ปกครองส่วนใหญ่แสดงความพึงพอใจต่อคุณภาพของสถาบันเสริมทักษะ และมีข้อเสนอแนะให้พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ให้ทันสมัยและยืดหยุ่นมากขึ้น อาทิ การใช้เทคโนโลยีในที่เหมาะในการสอน จัดการเรียนรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันหว่างครูผู้สอนกับเด็ก และการเพิ่มเนื้อหาทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 เช่น Coding ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และกิจกรรมด้านสุขภาพ พร้อมทั้งเน้นความสำคัญของการมีตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในการตัดสินใจของผู้ปกครองในระยะยาว
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2025-09-17



