five

การเปลี่ยนแปลงมุม lumbo-pelvic-hip และแรงดันที่กระทำต่อก้นในพนักงานที่มีกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่างไม่สมดุลแบบ LOWER-CROSSED SYNDROME ขณะนั่งทำงานในท่าทางที่แตกต่างกัน

收藏
DataCite Commons2022-07-25 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2020.1331
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความชุกของปัญหาทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอาการปวดและบริเวณที่มีอาการปวดที่เกิดจากการนั่งทำงานในพนักงานที่นั่งทำงานต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน โดยทำการศึกษาในกลุ่มพนักงานสำนักงาน จำนวน 385 คน ที่มีอายุเฉลี่ย 37.50±9.61 ปี โดยกลุ่มตัวอย่างทุกคนตอบแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป บริเวณที่มีอาการปวดและความรุนแรงของอาการปวดที่เกิดจากการนั่งทำงาน จากนั้นนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ทางสถิติแบบการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ เพื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของอาการปวดและบริเวณที่มีอาการปวดจากการนั่งทำงานต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน และศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลกระทบต่ออาการปวดและบริเวณที่มีอาการปวด โดยกำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05ผลการวิจัยพบว่า การนั่งทำงานในท่าทางต่างๆ จะส่งผลให้เกิดอาการปวดที่บริเวณหลังส่วนล่างมากที่สุด (28.10%) รองลงมาคือ หัวไหล่ (18.70%) และคอ (16.20%) ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ท่าทางการนั่งทำงานแล้วพบว่า ท่านั่งปกติ ไม่มีพนักพิง เป็นท่าทางการนั่งที่ส่งผลให้เกิดอาการปวดบริเวณหลังส่วนล่างมากที่สุด และเป็นท่าทางการนั่งทำงานเพียงท่าเดียวที่ส่งผลให้เกิดอาการปวดสะโพก โดยมี 4 ปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับอาการปวดบริเวณส่วนต่างๆ ของร่างกาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ 1) อายุที่เพิ่มขึ้น (41-50 ปี OR=2.62, 95% CI=1.385-4.972, P=0.003และ 51-60 ปี OR=2.12, 95% CI=1.075-4.168, P=0.030) 2) อาชีพเสริม (ค้าขายออนไลน์) (OR=1.83, 95% CI=1.072-3.106, P=0.027) 3) ความสูงของเก้าอี้ที่ไม่เหมาะสม (OR=2.06, 95% CI=1.166-3.631, P=0.013) และ 4) การบิดตัวหรือเอี้ยวลำตัวอย่างมากเสมอๆ (OR=1.95, 95% CI=1.140-3.348, P=0.015) การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามุมกระดูกสันหลังส่วนเอว-กระดูกเชิงกราน-กระดูกสะโพก และแรงดันที่กระทำต่อก้น ขณะนั่งทำงานในท่าทางต่างๆ ระหว่างคนปกติและคนที่มีกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่างไม่สมดุลแบบ Lower-Crossed Syndrome type (LCS) (type A และ type B) โดยทำการศึกษาในกลุ่มพนักงานสำนักงาน อายุ 20-60 ปี จำนวน 30 คน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างทุกคนมีลักษณะการทำงานในท่านั่งต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 2-4 ชั่วโมงติดต่อกัน และรวมทั้งหมด 6-8 ชั่วโมงต่อวัน โดยกลุ่มตัวอย่างจะถูกติดวัตถุสะท้อนแสง จำนวน 6 อันบนผิวหนัง จากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างนั่งทำงานบนเก้าอี้ไม่มีพนักพิงที่สามารถปรับความสูงได้โดยให้ต้นขาขนานกับพื้น เท้าวางราบกับพื้น กล้องวีดิโอบันทึกภาพ และแผ่นวัดและวิเคราะห์แรงกดของการนั่งทำการบันทึกตลอดการนั่งพิมพ์เอกสาร 30 นาที สถิติ Two-ways mixed model ANOVA จะถูกนำไปใช้ในการวิเคราะห์ความแตกต่างของกระดูกสันหลังส่วนเอว-กระดูกเชิงกราน-กระดูกสะโพก และแรงดันที่กระทำต่อก้น ระหว่างคนปกติและคนที่มีกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่างไม่สมดุลแบบ LCS type A และแบบ LCS type B ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มคนปกติ มีค่ามุมของกระดูกสันหลังส่วนเอวลดลง มากกว่ากลุ่มคนที่มีกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่างไม่สมดุลแบบ LCS type A ทั้งในท่านั่งตัวตรง (p<0.01) และท่านั่งตามสบาย (p<0.05) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยในท่านั่งตัวตรง กลุ่มคนที่มีกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่างไม่สมดุลแบบ LCS type B มีค่ามุมของกระดูกสันหลังส่วนเอวเพิ่มขึ้น มากกว่ากลุ่มคนปกติ (p<0.05) และกลุ่มคนที่มีกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่างไม่สมดุลแบบ LCS type A (p<0.05) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และกลุ่มคนที่มีกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่างไม่สมดุลแบบ LCS type B มีค่ามุมของกระดูกเชิงกรานลดลง มากกว่ากลุ่มคนปกติ (p<0.05) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในทางตรงกันข้าม กลุ่มคนที่มีกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่างไม่สมดุลแบบ LCS type A มีค่ามุมของกระดูกเชิงกรานเพิ่มขึ้น มากกว่ากลุ่มคนปกติ (p<0.05) และกลุ่มคนที่มีกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่างไม่สมดุลแบบ LCS type B (p<0.05) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกลุ่มคนที่มีกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่างไม่สมดุลแบบ LCS type A มีค่าแรงดันสูงสุดที่กระทำต่อต้นขาข้างซ้าย มากกว่ากลุ่มคนที่มีกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่างไม่สมดุลแบบ LCS type B ทั้งสองท่านั่งอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05 และ p<0.05 ตามลำดับ) และกลุ่มคนที่มีกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่างไม่สมดุลแบบ LCS type B มีค่าแรงดันสูงสุดที่กระทำต่อก้นข้างซ้าย มากกว่ากลุ่มคนปกติ (p<0.05) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2022-07-25
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务