five

การรวบกระบวนการพิจารณา: ศึกษาการถามคำให้การ การตรวจพยานหลักฐาน การสืบพยาน

收藏
DataCite Commons2023-09-20 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2022.663
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
โดยทั่วไปแล้ว การพิจารณาคดีอาญาจะมีขั้นตอนต่างๆ ตามลำดับ ดังนี้ ศาลนัดสืบพยาน คู่ความยื่นบัญชีระบุพยาน คู่ความแถลงเปิดคดี การถามพยาน และคู่ความแถลงปิดคดี แต่ถ้าศาลเห็นว่าคดีใดมีความจำเป็นศาลจะนัดให้มีวันตรวจพยานหลักฐานซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งในกระบวนการเปิดเผยพยานหลักฐานก่อนการสืบพยานในคดีอาญา เป็นกระบวนการพิจารณาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กระบวนการค้นหาความจริงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรมและส่งเสริมให้คู่ความเปิดเผยพยานหลักฐานและยอมรับข้อเท็จจริงมากขึ้น กล่าวคือ เมื่อคู่ความแต่ละฝ่ายได้ทราบพยานหลักฐานของอีกฝ่ายล่วงหน้า ก็จะมีเวลาเพียงพอที่จะตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงและความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน โดยเฉพาะจำเลยจะได้เห็นถึงความชัดแจ้งของสิ่งที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ และเตรียมตัวสู้คดีเพื่อปกป้องสิทธิของตนเองได้ อีกทั้งการที่กำหนดให้คู่ความในคดีอาญาต้องยื่นบัญชีระบุพยาน และนำเสนอพยานหลักฐานในวันตรวจพยานหลักฐาน เพื่อให้ศาลทราบถึงแนวทางการต่อสู้คดีของคู่ความและสามารถกำหนดวัดนัดและใช้เวลาในการสืบพยานอย่างเหมาะสมต่อไปจากการศึกษาพบว่าการที่ประเทศไทยได้บัญญัติกระบวนการดังกล่าวไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173/1 และมาตรา 173/2 เป็นการบัญญัติโดยเอาแนวความคิดในกระบวนการเปิดเผยพยานหลักฐานหรือหลัก Disclosure ซึ่งเป็นการบัญญัติตามแนวทางของระบบกฎหมาย Common Law ทำให้ศาลไทยที่ความจริงจำต้องมีความกระตือรือร้นในการค้นหาความจริงในคดีอาญา กลับทำตัวเพิกเฉยเป็นกลางต่อกระบวนการดังกล่าว และมีการรวบรัดการพิจารณา โดยรวบรัดกระบวนการถามคำให้การ นัดตรวจพยานหลักฐาน และกำหนดวันนัดสืบพยานเพื่อให้คดีดำเนินไปได้โดยเร็วทั้งในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องและพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์อันแท้จริงของกระบวนการเปิดเผยพยานหลักฐานที่มีขึ้นเพื่อให้คู่ความทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้คดีอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งยังขัดต่อเจตนารมณ์อันแท้จริงของกระบวนการสืบพยาน ที่มีขึ้นเพื่อให้จำเลยมีสิทธิเผชิญหน้ากับพยานที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตน ทำให้กระทบต่อสิทธิของจำเลยในการมีระยะเวลาที่เพียงพอในการเตรียมพยานหลักฐานมาต่อสู้คดีอย่างยิ่งดังนั้น ผู้เขียนจึงเสนอแนะว่าถ้าหากกระบวนการถามคำให้การ หรือกระบวนการตรวจพยานหลักฐานยังไม่เสร็จสิ้น ศาลจะนัดสืบพยานหลักฐานไม่ได้ เพราะเจตนารมณ์ของกระบวนการทั้งสามกระบวนการเป็นคนละเรื่องกัน โดยศาลควรเป็นองค์กรสำคัญในการรักษาสิทธิของจำเลยในการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม โดยจะคำนึงเพียงจะเร่งรัดการดำเนินคดีเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องคำนึงถึงผลลัพธ์ที่ตามมาหากจำเลยแพ้คดี ซึ่งจะไม่กระทบเพียงแต่ตัวจำเลยเท่านั้น รัฐต้องสูญเสียงบประมาณในการดูแลผู้ต้องหาเพิ่มมากขึ้น และจะเป็นการลงโทษอย่างไม่เป็นธรรมหากพบว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดอย่างแท้จริง แต่แพ้คดีเพียงเพราะมีความสามารถด้อยกว่าโจทก์ในการแสวงหาพยานหลักฐาน หรือไม่สามารถหาพยานหลักฐานมาเพื่อแก้ต่างให้ตนเองได้ทันเพราะกระบวนการพิจารณาเป็นไปอย่างเร่งรัด หรือจะเรียกได้ว่าจำเลยต้องแพ้คดีทางเทคนิคนั่นเอง ซึ่งไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ในกระบวนการพิจารณาคดีอาญาของไทย
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2023-09-20
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务