five

การศึกษาบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในการดำเนินโครงการครอบครัวเข้มแข็งในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน

收藏
DataCite Commons2025-11-06 更新2026-05-04 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2025.9
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
การศึกษาเรื่อง “บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในการดำเนินโครงการครอบครัวเข้มแข็งในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่มีสถานแรกรับ” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาท ปัญหาและอุปสรรคของนักสังคมสงเคราะห์ในการดำเนินโครงการครอบครัวเข้มแข็ง และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับบทบาทและปัญหาอุปสรรคในการดำเนินโครงการดังกล่าว ใช้การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) โดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการครอบครัวเข้มแข็งจากสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่มีสถานแรกรับ 38 แห่ง 39 หน่วยงาน และผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการครอบครัวเข้มแข็งภายในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่มีสถานแรกรับ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน รวมทั้งสิ้น 205 คนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 62.40 มีอายุเฉลี่ย 44.15 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 57.60 และมีระยะเวลาการปฏิบัติงานในตำแหน่งมากกว่า 6 ปี ร้อยละ 84.40 นักสังคมสงเคราะห์ส่วนใหญ่ไม่เคยเข้ารับการอบรมในการจัดกิจกรรมครอบครัวเข้มแข็งร้อยละ 55.60 และมีระยะเวลาการปฏิบัติงานในโครงการครอบครัวเข้มแข็ง 0-2 ปี ร้อยละ 47.30ผลการศึกษาพบว่า นักสังคมสงเคราะห์มีบทบาทโดยภาพรวมในการดำเนินโครงการครอบครัวเข้มแข็งในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.55) โดยบทบาทที่โดดเด่นและอยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่ บทบาทการสร้างสัมพันธภาพ (ค่าเฉลี่ย 4.65) บทบาทการสร้างความปลอดภัยภายในกลุ่ม (ค่าเฉลี่ย 4.60) และบทบาทการกระตุ้นให้เกิดประสบการณ์ภายในเชิงบวก (ค่าเฉลี่ย 4.56) บทบาทเหล่านี้สะท้อนว่านักสังคมสงเคราะห์ให้ความสำคัญกับการสร้างความไว้วางใจ การจัดการบรรยากาศให้เอื้อต่อการเปิดใจ และการส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์ภายในครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการบำบัดฟื้นฟูนักสังคมสงเคราะห์เผชิญกับปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินโครงการครอบครัวเข้มแข็งโดยภาพรวมในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 3.10) โดยปัญหาที่ถูกรับรู้ในระดับมากที่สุดคือปัญหาความท้าทายจากความแตกต่างด้านวัฒนธรรม (ค่าเฉลี่ย 3.84) รองลงมาคือปัญหาด้านการสื่อสารและการสร้างความเข้าใจ (ค่าเฉลี่ย 3.32) ปัญหาข้อจำกัดด้านทรัพยากรหรือขาดการสนับสนุนจากเครือข่ายชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ค่าเฉลี่ย 2.95) และปัญหานักสังคมสงเคราะห์ขาดการฝึกอบรมเฉพาะทาง (ค่าเฉลี่ย 2.90) ปัญหาเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนในการทำงานกับกลุ่มเป้าหมายที่มีภูมิหลังหลากหลาย และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของนักสังคมสงเคราะห์ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความสัมพันธ์พบว่า เพศ ระดับการศึกษา และตำแหน่ง ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับบทบาทและปัญหาอุปสรรคของนักสังคมสงเคราะห์ ในขณะที่อายุ ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน และการเข้ารับการอบรมหลักสูตรครอบครัวเข้มแข็ง มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับบทบาทและปัญหาอุปสรรคของนักสังคมสงเคราะห์ ซึ่งบ่งชี้ว่าประสบการณ์การทำงานที่ยาวนานขึ้น และการได้รับการอบรมที่เกี่ยวข้อง มีส่วนช่วยในการพัฒนาบทบาทและอาจมีผลต่อการรับรู้หรือการจัดการกับปัญหาอุปสรรคในการดำเนินโครงการข้อเสนอแนะที่สำคัญเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพโครงการครอบครัวเข้มแข็ง ได้แก่ การพัฒนาทักษะเฉพาะทางและการอบรมหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง การจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอและบุคลากรสนับสนุนที่เหมาะสม รวมถึงการมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐาน นอกจากนี้ ควรมีการกำหนดนโยบายสนับสนุนจากกรมพินิจฯ ในด้านการอบรมบุคลากร การบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย และการพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลโครงการในภาพรวม
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2025-11-06
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务