ปัจจัยทำนายความต้องการใช้ยาอดีโนซีนขนาด 150 และ 200 ไมโครกรัม ระหว่างการวัดค่า fractional flow reserve ด้วยการเพิ่มยาฉีดอดีโนซีนสี่ขนาดเข้าในหลอดเลือดแดงโคโรนารี
收藏DataCite Commons2023-12-19 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2022.1507
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
ที่มา: การตรวจวัดค่า FFR โดยการให้ยาอดีโนซีนทางหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีโดยตรงนั้นเป็นทางเลือกที่ดีแทนการตรวจโดยให้ยาอดีโนซีนทางหลอดเลือดดำ โดยในแต่ละขั้นตอนของการตรวจโดยการเพิ่มขนาดอดีโนซีนนั้นจะให้ค่าสัดส่วนของแรงดันเลือดที่อยู่ส่วนปลายต่อรอยตีบหารด้วยค่าความดันเลือดเอออร์ต้าส่วนกลาง(Pd/Pa)ออกมา โดยค่าPd/Paนี้จะมีความสำคัญทางคลินิกคือถือว่ารอยตีบนั้นมีผลทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเมื่อค่าPd/Pa≤0.8 ในขณะที่ทำการตรวจวัดFFRในรอยตีบหลอดเลือดหัวใจนั้นสามารถแบ่งผลการตรวจออกได้เป็น 3 ลักษณะคือ 1.มีค่าPd/Paที่แสดงว่าไม่มีภาวะหัวใจขาดเลือดทั้งในการให้อดีโนซีนขนาดต่ำและขนาดสูง (non-ischemic result) 2.มีค่าPd/Paที่แสดงว่าไม่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเมื่อได้รับอดีโนซีนขนาดต่ำแต่มีค่า Pd/Pa ที่แสดงว่ามีภาวะหัวใจขาดเลือดเมื่อได้รับอดีโนซีนขนาดสูง (discordant ischemic result) 3.มีค่าPd/Paที่แสดงว่ามีภาวะหัวใจขาดเลือดทั้งในการให้อดีโนซีนขนาดต่ำและขนาดสูง (non-discordant ischemic result) ในการวิจัยนี้มีการให้อดีโนซีน 4 ระดับขนาด (50, 100, 150, 200 ไมโครกรัม) โดยได้กำหนดให้อดีโนซีน 50 และ 100 ไมโครกรัมเป็นระดับขนาดต่ำ ส่วนระดับขนาด 150, 200 ไมโครกรัมเป็นระดับขนาดสูง การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาปัจจัยทำนายทางคลินิกและทางหลอดเลือดหัวใจเมื่อเปรียบเทียบระหว่างรอยโรคหลอดเลือดหัวใจที่มี discordant ischemic result กับ non-discordant ischemic result หลังจากได้รับอดีโนซีนขนาดต่ำและขนาดสูงวิธีการศึกษา: ศึกษาในผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจฉีดสีหลอดเลือดหัวใจและได้รับการตรวจวัด FFR ที่สถาบันโรคทรวงอกตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2554 ถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2563 มีการวิเคราะห์ลักษณะพื้นฐานทางคลินิก ได้แก่ อายุ เพศ ดัชนีมวลกาย โรคประจำตัว อาการแสดงทางคลินิก รวมทั้งวิเคราะห์ลักษณะพื้นฐานทางการฉีดสีสวนหัวใจได้แก่ การตรวจวัด FFR ของหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีทางฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวา ตำแหน่งรอยตีบของหลอดเลือดหัวใจ ร้อยละของความตีบของหลอดเลือดหัวใจตามแนวเส้นผ่านศูนย์กลาง ผลการศึกษา: จากข้อมูลจำนวนรอยโรคที่บันทึกได้ 1,288 รอยโรคเมื่อพิจารณาเกณฑ์การคัดออกแล้วพบว่าเหลือ 1,055 รอยโรคที่นำมาวิเคราะห์ต่อ พบว่าเกิด discordant ischemic results จำนวน 47 รอยโรค ขณะที่เกิด non-discordant ischemic results จำนวน 200 รอยโรค โดยเมื่อได้ทำการวิเคราะห์ตัวแปรทำนายโดยพิจารณาแบบคราวละตัวแปรและแบบพหุตัวแปรแล้วพบว่ามีลักษณะ 4 อย่าง ได้แก่ เพศชาย อายุน้อยกว่า 65 ปี ไม่มีประวัติสูบบุหรี่ และการตรวจวัด FFR ของหลอดเลือดหัวใจทางด้านขวา (RCA) ที่เป็นตัวทำนายการเกิด discordant ischemic results ระหว่างการตรวจวัด FFR โดยการให้ยาอดีโนซีนขนาดต่ำและขนาดสูงทางหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีโดยตรง และเมื่อรวมปัจจัยทำนายทั้ง 4 ชนิดเข้าด้วยกันเป็นเกณฑ์ทำนาย พบว่าเกณฑ์ทำนายนี้ให้ค่าความไว 85% ค่าความจำเพาะ 43% ค่าทำนายผลบวก 26% ค่าทำนายผลลบ 92% และให้ค่าพื้นที่ใต้โค้งความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลบวกจริงและอัตราผลบวกปลอม (AuROC) 0.72 (ช่วงความเชื่อมั่น95%: 0.65-0.79) และเมื่อเทียบกันระหว่างตัวแปรทำนายทั้ง 4 ตัวนี้พบว่าการตรวจวัด FFR ของหลอดเลือดหัวใจทางด้านขวานั้นให้อำนาจในการทำนายสูงที่สุดโดยให้ค่าพื้นที่ใต้โค้งความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลบวกจริงและอัตราผลบวกปลอม 0.59 (ช่วงความเชื่อมั่น 95%: 0.52-0.66)สรุปผลการศึกษา: ปัจจัยทำนายความต้องการใช้อดีโนซีนขนาด 150 และ 200 ไมโครกรัมในการวัดค่า Fractional Flow Reserve ด้วยการฉีดอดีโนซีน 4 ระดับขนาดเข้าในหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีโดยตรง คือ เพศชาย อายุน้อยกว่า 65 ปี ไม่มีประวัติสูบบุหรี่ และการตรวจวัด FFR ของหลอดเลือดหัวใจทางด้านขวา การให้อดีโนซีนในระดับขนาดดังกล่าวในรอยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่มีปัจจัยทำนายดังกล่าวข้างต้นจะช่วยลดการประเมินความรุนแรงของภาวะหัวใจขาดเลือดที่ต่ำกว่าความเป็นจริงและช่วยส่งเสริมการตัดสินใจทำการรักษาเพิ่มเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้อย่างเหมาะสมต่อไป
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2023-12-19



