five

การพัฒนาชีวภัณฑ์จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ควบคุมโรครากและโคนเน่าในทุเรียน

收藏
DataCite Commons2025-08-20 更新2026-05-04 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2024.473
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
ทุเรียนเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดใหญ่สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ดีในเขตที่มีสภาพ อากาศร้อนชื้น ปัญหาที่สำคัญในการผลิตทุเรียน คือการเกิดโรคของต้นทุเรียน เช่น โรคเน่าคอดิน เกิดจากเชื้อรา Pythium sp. โรคกิ่งแห้ง เกิดจากเชื้อรา Fusarium sp. และโดยเฉพาะโรครากและ โคนเน่าที่เป็นปัญหามากที่สุดสำหรับเกษตรกรสวนทุเรียน โรครากและโคนเน่า เกิดจากเชื้อรา Phytophthora palmivora ซึ่งเป็นโรคที่สำคัญอันดับต้น ๆ ของทุเรียน สามารถเกิดได้กับทุกส่วน ของต้นทุเรียน ตั้งแต่ ราก ลำต้น ใบและผล ส่งผลให้ต้นทุเรียนที่กำลังเจริญเติบโตและให้ผลผลิตยืน ต้นตายได้ การควบคุมและกำจัดโรคพืชโดยชีววิธี เช่น การใช้เชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์เพื่อควบคุมโรคราก และโคนเน่าของทุเรียนเป็นอีกทางเลือกที่สำคัญในการผลิตทุเรียน การศึกษาวิจัยนี้เพื่อพัฒนาชีวภัณฑ์ ที่มีเชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์เป็นตัวออกฤทธิ์ใช้ในการควบคุมโณครากและโคนเน่าของทุเรียน การแยกเชื้อสาเหตุโรครากและโคนเน่าในเขตพื้นที่จังหวัดจันทบุรี จำนวน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอท่าใหม่ อำเภอมะขาม และอำเภอเขาคิชฌกูฏ สามารถแยกเชื้อรา P. palmivora จำนวน 17 ไอโซเลท Pythium sp. จำนวน 2 ไอโซเลท และ Fusarium sp. จำนวน 7 ไอโซเลท เมื่อ นำมาทดสอบความสามารถในการก่อให้เกิดโรค พบเชื้อรา P. palmivora ไอโซเลท MNP13 ที่มี ลักษณะสปอร์แบบ Ovoid sporangium และโคโลนีเชื้อราแบบ Radial ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิด ความรุนแรงของโรครากและโคนเน่าสูงสุดและมีระยะการเจริญของเชื้อราบนอาหารเลี้ยงเชื้อ Potato dextrose ager (PDA) เร็วสุด การแยกเชื้อแบคทีเรียจาก 30 ตัวอย่าง พบว่าสามารถแยกได้จำนวน 196 ไอโซเลท สามารถ แบ่งออกตามลักษณะโคโลนีที่ที่แตกต่างกันบนผิวหน้าอาหาร NGA ได้ 8 กลุ่มการทดสอบประสิทธิภาพของแบคทีเรียในการยับยั้งการเจริญของเชื้อรา MNP13 ในระดับ ห้องปฏิบัติการ ด้วยวิธี Dual culture วางแผนการทดลองแบบ Completely randomized design (CRD) พบว่า แบคทีเรียที่แยกได้จากดินไอโซเลท NJTU05, NJTU10 และ NJTU13 มีเปอร์เซ็นต์การ ยับยั้งการเจริญของเชื้อรา P. palmivora ไอโซเลท MNP13 เท่ากับ 76.66%, 67.59% และ 69.07% เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ นอกจากนั้นแล้ว NJTU05 สามารถยับยั้งการเจริญของเส้นใยเชื้อรา Fusarium sp. สาเหตุโรคกิ่งแห้งของทุเรียนได้ 53.58% และเชื้อรา Pythium sp. เชื้อสาเหตุโรคเน่า คอดินของทุเรียนได้ 53.70% เนื่องจากแบคทีเรียปฏิปักษ์ NJTU05 สามารถเจริญเติบโตครอบคลุม บริเวณโดยรอบของอาหาร PDA ทำให้เชื้อราสาเหตุโรคทุเรียนไม่สามารถเจริญเติบโตได้ การทดลอง ชี้ให้เห็นว่าแบคทีเรีย NJTU05 มีประสิทธิภาพสูงสุดในการยับยั้งการเจริญของเส้นใยเชื้อราสาเหตุโรค ที่สำคัญของทุเรียนจำแนกชนิดแบคทีเรียปฏิปักษ์ NJTU05 โดยศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยา สรีรวิทยา ชีวเคมี และตรวจวิเคราะห์จัดจำแนกสายพันธุ์จุลินทรีย์ด้วยการวิเคราะห์ลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีน 16S rRNA ของแบคทีเรียปฏิปักษ์ที่ใช้ในการทดลองนี้ พบว่า สายพันธุ์ NJTU05 มีความคล้ายคลึงกับ B. formosus ที่ความเชื่อมั่น 99.70% จึงเลือกนำแบคทีเรียปฏิปักษ์ สายพันธุ์ NJTU05 พัฒนาเป็น ชีวภัณฑ์ในรูปแบบผงละลายน้ำพร้อมใช้ เพื่อง่ายต่อการใช้งานของเกษตรกร โดยนำตะกอนเซลล์ แบคทีเรียสายพันธุ์ NJTU05 ผสมกับอาหารและตัวพาอัตราส่วนต่าง ๆ สามารถพัฒนาชีวภัณฑ์ได้ ทั้งหมด 3 สูตร ประกอบด้วย สูตร JF-1 ประกอบด้วยตะกอนเซลล์ B. formosus NJTU05 (ความ เข้มข้น 1X1015 CFU/ml): Pre-gelatinized starch: แป้งข้าวโพด: ซูโครส อัตราส่วน 10:15:60:15, สูตร JF-2 ประกอบด้วย ตะกอนเซลล์ B. formosus NJTU05 (ความเข้มข้น 1X1015 CFU/ml): Pre gelatinized starch: แป้งข้าวโพด: แป้งมันสำปะหลัง: ซูโครส อัตราส่วน 10:15:30:30:15 และ JF-3 ประกอบด้วยตะกอนเซลล์ B. formosus NJTU05 (ความเข้มข้น 1X1015 CFU/ml): Pre gelatinized starch: แป้งมันสำปะหลัง: ซูโครส อัตราส่วน 10:15:60:15 พบว่า สูตร JF-1 เป็นสูตรที่ มีคุณสมบัติทางกายภาพและชีวภาพเหมาะสมที่สุด โดยสามารถละลายและฟุ้งกระจายคงตัวในน้ำได้ ในระดับดี ตลอดจนสามารถคงความมีชีวิตของ แบคทีเรียสายพันธุ์ NJTU05 ได้ดีที่สุด โดยหลังเก็บ รักษา นาน 6 เดือน พบจำนวนแบคทีเรียสายพันธุ์ NJTU05 เท่ากับ 1.8x1012 CFU/ml ซึ่งลดลงจาก เริ่มต้น (1X1015 CFU/ml) รองลงมาคือ สูตร JF-2 และ สูตร JF-3 ตามลำดับ โดยพบว่าสูตร JF-2 และ JF-3 ตรวจพบประชากรของสายพันธุ์ NJTU05 ที่มีชีวิตรอดในชีวภัณฑ์ทั้ง 2 สูตร เท่ากับ 0.5x106 CFU/ml และ 0.3x106 CFU/ml ตามลำดับการทดสอบประสิทธิภาพของชีวภัณฑ์ในการควบคุมโรครากและโคนเน่าของทุเรียนใน ระดับห้องปฏิบัติการ ระดับเรือนทดลอง และสภาพแปลงทดลอง เลือกใช้ชีวภัณฑ์สูตร JF-1 พบว่า ชีวภัณฑ์ (สูตร JF-1) มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญของเส้นใยเชื้อรา P. palmivora สายพันธุ์ MNP13 ได้ดี โดยมีเปอร์เซ็นต์การยับยั้ง เท่ากับ 77.96% ซึ่งมีประสิทธิภาพดีเทียบเท่าการใช้เชื้อสดที่ เลี้ยงในอาหารสูตรมาตรฐาน NGB (76.48%) และมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าชีวภัณฑ์ทางการค้า 14.26% (p≤0.05) การทดสอบประสิทธิภาพของชีวภัณฑ์ในสภาพแปลงทดลอง วางแผนการทดลองแบบ Randomized completely box design (RCBD) ณ อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี พบว่า กรรมวิธี ที่ใช้ชีวภัณฑ์ JF-1 ราดบริเวณทรงพุ่มร่วมกับการพ่นใบมีประสิทธิภาพในการลดความรุนแรงของโรค รากและโคนเน่าของทุเรียน ได้ 80.56% จำนวนเชื้อราลดน้อยลงหลังใช้ชีวภัณฑ์ต่อเนื่อง 4 ครั้ง (0, 7, 14 และ 21 หลังทดสอบ) ซึ่งประสิทธิภาพของการควบคุมโรคไม่แตกต่างกับการใช้แบคทีเรีย สายพันธุ์ NJTU05 ในรูปแบบเชื้อสดที่เลี้ยงในอาหารสูตรมาตรฐาน ที่มีประสิทธิภาพลดความรุนแรง โรครากและโคนเน่า เท่ากับ 78.67% และมีประสิทธิภาพดีกว่าชีวภัณฑ์ทางการค้า (68.22%) (p≤0.05)
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2025-08-20
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务