ความเป็นไปได้ของประเทศไทยที่จะรับรองและบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศในคดีแพ่งและพาณิชย์: กรณีศึกษาอนุสัญญาว่าด้วยการรับรองและบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศในคดีแพ่งและพาณิชย์ ค.ศ. 2019
收藏DataCite Commons2024-07-24 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2022.1599
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
อย่างที่ทราบกันดีว่า ในปัจจุบันจำนวนข้อพิพาทหรือการฟ้องคดีระหว่างเอกชนด้วยกันในระดับระหว่างประเทศนั้นมีการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะข้อพิพาทในทางแพ่งและพาณิชย์ สืบเนื่องจากจำนวนธุรกรรมระหว่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้นตามความสะดวกรวดเร็วของการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ดังนั้น การใช้อำนาจตุลาการในการทำคำพิพากษาที่มีผลและบังคับได้ก็แต่ภายในขอบเขตดินแดนของรัฐที่ได้มีคำพิพากษา จึงเป็นปัญหาว่าอาจก่อให้เกิดข้อจำกัดและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ เนื่องจากการที่คู่กรณีจำเป็นต้องฟ้องร้องต่อศาลในแต่ละประเทศของตนเพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้น เป็นเหตุให้การอำนวยความยุติธรรมล่าช้าและมีค่าใช้จ่ายมาก นำมาสู่การพัฒนาแนวคิดที่มุ่งหมายให้คำพิพากษาของศาลในประเทศหนึ่งสามารถนำไปบังคับใช้ในอีกประเทศหนึ่งโดยไม่จำเป็นต้องฟ้องคดีขึ้นใหม่ เรียกว่า “หลักการรับรองและการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศ” ซึ่งกำลังได้รับการยอมรับในนานาอารยประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆอย่างไรก็ดี แม้จะให้การยอมรับ แต่การที่นานาประเทศกำหนดแนวทางปฏิบัติต่อคำพิพากษาศาลต่างประเทศไว้แตกต่างกันยังคงเป็นปัญหา นำมาสู่การริเริ่มนำเอาระบบสนธิสัญญาเข้ามาช่วยทำให้หลักเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าวระหว่างรัฐที่ยินยอมเป็นภาคีมีความสอดคล้องกันมากขึ้น โดยในปัจจุบันมีอนุสัญญาหลายฉบับที่ว่าด้วยการรับรองและบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศ และเมื่อไม่นานมานี้ ในปีค.ศ. 2019 “Convention on the Recognition and Enforcement of Foreign Judgments in Civil and Commercial Matters” หรือที่เรียกกันว่า “2019 Hague Judgments Convention” ถือเป็นอนุสัญญาฉบับใหม่ที่ได้รับการพัฒนาโดย HCCH และกำลังเป็นที่สนใจของนานาชาติ จากที่กล่าวมานี้ หลักการรับรองและบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศในประเทศไทยจึงสมควรถูกหยิบยกขึ้นมาศึกษาให้มากขึ้น เนื่องจากแนวทางปฏิบัติต่อคำพิพากษาศาลต่างประเทศในประเทศไทยยังมีความคลุมเครือ คำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องแม้จะมีอยู่บ้างแต่ก็เป็นเพียงการวางแนวทางไว้อย่างผิวเผิน อีกทั้งไม่ปรากฏตัวบทกฎหมายที่มีการบัญญัติเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะ ขณะที่ตัวบทกฎหมายที่ปรากฏว่าเกี่ยวข้องก็เป็นเรื่องที่เฉพาะกรณีมาก เช่น ความรับผิดทางแพ่งต่อความเสียหายจากกรณีมลพิษน้ำมันเท่านั้น จึงเป็นที่น่ากังวลว่าการขาดความชัดเจนในแนวทางปฏิบัติต่อคำพิพากษาศาลต่างประเทศเช่นนี้อาจกระทบความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจระหว่างประเทศที่มีต่อการระงับข้อพิพาทของไทย สมควรต้องมีการพัฒนาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในเรื่องดังกล่าวนี้ให้ชัดเจนขึ้น แต่การริเริ่มนี้ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง โดยพิจารณาให้ครอบคลุมทั้งข้อดี ข้อเสีย และประโยชน์ที่จะได้รับ ทั้งนี้ เพราะเหตุที่ในปัจจุบันยังคงไม่มีการวางหลักเกณฑ์แน่ชัดใด ๆ ขึ้นก็เพราะว่าการรับรองและบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศนั้นหากเกิดขึ้นแล้วจะมีผลกระทบหลายประการมาก โดยเฉพาะต่อระบบยุติธรรมไทย จากที่กล่าวมา การนำเอาอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องมาเป็นกรณีศึกษาควบคู่ย่อมช่วยให้เห็นภาพได้กว้างขึ้นว่าในระดับสากลนั้นมีการวางหลักเกณฑ์ในเรื่องนี้อย่างไร โดยผู้เขียนมุ่งหมายทำการศึกษาเนื้อหาของอนุสัญญาฉบับปี 2019 อย่างละเอียดเพื่อวิเคราะห์ว่าเหมาะสมที่จะปรับใช้ในประเทศไทยหรือไม่ ซึ่งผู้เขียนมีความเห็นว่าประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่มีความพร้อมมากพอในการเข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญานี้ เพราะเนื้อหาหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ค่อนข้างเคร่งครัดมาก ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่เคยมีการวางหลักเกณฑ์ใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างชัดเจนมาก่อน จึงไม่เหมาะสมที่จะปรับใช้หลักเกณฑ์ทั้งหมดนี้โดยทันทีเพื่อป้องกันการเกิดความเสียเปรียบมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ แต่ทั้งนี้ ประเทศไทยควรที่จะพัฒนากฎหมายขึ้นมาเป็นของตนเอง โดยอาจดูต้นแบบจากกฎหมายของประเทศอื่น หรือดึงเอาส่วนดีของอนุสัญญานี้มาปรับใช้ หรืออาจสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ให้เหมาะสมต่อการอำนวยความยุติธรรมในประเทศไทยก็ได้
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2024-07-24



