five

มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสภาวะความไม่ปกติทางสังคมในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

收藏
DataCite Commons2022-10-07 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2020.1363
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
การค้นคว้าอิสระเรื่อง “มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสภาวะความไม่ปกติทางสังคม ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19)” ครั้งนี้ ใช้กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยการศึกษาวิจัยเอกสาร (Documentary Research) ค้นคว้า ข้อมูล ข่าวสาร บทความ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาเปรียบเทียบมาตรการช่วยเหลือทางการเงินมาตรการแรกอันเกิดจากการตอบสนองต่อวิกฤตการแพร่ระบาดของโรค COVID - 19 ที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ ประกอบด้วย สาธารณรัฐสิงคโปร์ ประเทศญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร ในห้วงเวลาการแพร่ระบาดของโรคระลอกแรกซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน เพื่อให้เห็นการตัดสินใจออกมาตรการตอบสนองสถานการณ์ซึ่งเกิดจากบริบทแวดล้อมของแต่ละประเทศ และการออกมาตรการเยียวยาให้กับกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบในช่วงระดับความเข้มข้นของสถานการณ์ว่า ในแต่ละประเทศมีลักษณะร่วมหรือแตกต่างกันอย่างไร ให้นำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการกำหนดแผนบริหารจัดการมาตรการช่วยเหลือทางการเงิน หรือออกมาตรการชดเชยเยียวยาอื่นที่สอดคล้องกับบริบทสังคม เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้รองรับสถานการณ์ในอนาคตให้สามารถครอบคลุมทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเมื่อนำไปปฏิบัติจริงจากผลการศึกษาเปรียบเทียบสามารถสรุปได้ว่า มาตรการทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือทางการเงิน (financial assistances) ยังคงเป็นมาตรการสำคัญที่ทุกประเทศตัดสินใจเลือกใช้ในการสนับสนุนกลุ่มบุคคลที่ได้รับผลกระทบหรือมีความเสียเปรียบทางสังคมภายหลังจากเกิดวิกฤตให้ได้รับการช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบ โดยบริบทของแต่ละประเทศทั้งลักษณะการเมืองการปกครอง สภาวะเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ภาพรวมสถานการณ์โรค COVID – 19 และบริบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการพิจารณาตัดสินใจกำหนดกลุ่มเป้าหมายแรกที่จะได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการบรรเทาผลกระทบดังกล่าวของรัฐบาลและมีส่วนสำคัญในการกำหนดรูปแบบ ลักษณะ วิธีการ หรือกระบวนการตามมาตรการเยียวยา ควบคู่ไปกับการประเมินระดับความรุนแรงของสถานการณ์การระบาดของโรคเพื่อให้การประกาศใช้มาตรการช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบเหล่านั้นเป็นไปอย่างเหมาะสม นอกเหนือจากการบังคับใช้มาตรการทางสาธารณสุข และมาตรการทางสังคม โดยคาดหวังว่าอย่างน้อยที่สุดผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือจะสามารถดำเนินชีวิตได้ปกติต่อไปในช่วงระยะเวลาหนึ่งจนกว่าสถานการณ์ระบาดของโรคในประเทศจะคลี่คลาย เพื่อให้การฟื้นตัวในด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศสามารถดำเนินการได้ง่าย รวดเร็วขึ้น และลดภาระการแบกรับของรัฐบาลลงเมื่อสถานการณ์ของประเทศกลับเข้าสู่สภาวะปกติสำหรับการตัดสินใจดำเนินมาตรการต่อความเข้มข้นของสถานการณ์การระบาดของโรค COVID – 19 ประเทศไทยมีการเตรียมการในการเผชิญเหตุและการบริหารจัดการสถานการณ์เพื่อควบคุมการระบาดของโรคในระลอกแรกได้ค่อนข้างดี เนื่องจากระบบสาธารณสุขมีความเข้มแข็ง บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมีความเชี่ยวชาญ ประกอบกับประชาชนภายในประเทศมีความตื่นตัวและให้ความสำคัญกับประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของตนเองในระดับสูง การดำเนินชีวิตประจำวันจึงเต็มไปด้วยการป้องกันตามมาตรการทางสาธารณสุข มีการดูแลรักษาสุขภาพและสุขอนามัยของตนเองอย่างจริงจัง ประกอบกับการดำเนินการของรัฐในการเฝ้าระวัง ตรวจคัดกรองเชิงรุกในบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หรือตรวจเชิงรุกในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคสูงซึ่งดำเนินการได้เป็นอย่างดี และมีการออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจ หรือมาตรการบรรเทาผลกระทบทางการเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบควบคู่กับการดำเนินการตามมาตรการทางสาธารณสุข และมาตรการทางสังคมเพื่อป้องกันการระบาดของโรคเป็นระยะด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้การควบคุมสถานการณ์ในประเทศทำได้โดยไม่ลำบากมากนัก ถึงแม้จะพบปัญหาระหว่างทาง เช่น การสื่อสารระหว่างรัฐกับประชาชนซึ่งเกิดความล่าช้าและไม่มีความชัดเจน ความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารที่ถูกเผยแพร่โดยรัฐอาจมีการปกปิดข้อมูล ไม่เป็นไปตามความจริง หรือการตื่นตระหนกแห่กักตุนสินค้าที่จำเป็น เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ เครื่องวัดอุณหภูมิ ทำให้บุคลากรด่านหน้า เช่น แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และหน่วยงานภาครัฐประสบปัญหาขาดอุปกรณ์ที่จำเป็นในการรับมือการแพร่ระบาดของโรค รวมถึงการตัดสินใจดำเนินการแก้ไขปัญหาหรือการตัดสินใจเพิกเฉยต่อปัญหาในบางเรื่องซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเรียนรู้ ปรับปรุงแก้ไข และวางแผนเตรียมความพร้อมที่ดีกว่าปัจจุบัน เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในภายหลังต่อไปถึงแม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID – 19 จะกลายเป็นเรื่องที่คุ้นชินมากขึ้นและสังคมมีความตื่นตระหนกกับโรคลดน้อยลง แต่อย่างไรก็ตามผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากมาตรการทางสาธารณสุขและมาตรการทางสังคมของรัฐในการบริหารจัดการรับมือกับสถานการณ์ระบาดของโรคยังคงอยู่ และประชาชนทุกคนในประเทศล้วนเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบเหล่านั้นทั้งสิ้น การช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบทางรายได้ หรือการออกมาตรการอื่นเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจยังคงมีความสำคัญและจำเป็นจะต้องดำเนินการโดยเร็วเพื่อช่วยพลิกฟื้นให้สถานการณ์โดยรวมของประเทศกลับคืนสู่สภาวะปกติอีกครั้ง ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือประชาชน และช่วยให้เศรษฐกิจภายในประเทศสามารถฟื้นตัวได้หลังพ้นสภาวะวิกฤต ผู้เขียนจึงขอเสนอความเห็นในการศึกษาดังต่อไปนี้1. ในสถานการณ์วิกฤตโรคระบาดที่กำลังเผชิญ บางครั้งรัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว และดำเนินการด้วยความเด็ดขาด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคและควบคุมให้อยู่ในระดับที่ระบบสาธารณสุขภายในประเทศสามารถรับมือได้ ถึงแม้การตัดสินใจดำเนินการดังกล่าวจะทำให้ประชาชนมองว่าเป็นการกระทำเกินกว่าระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ หรือการดำเนินการบางอย่างจำเป็นต้องงดเว้นระเบียบ หรือยกเว้นข้อกฎหมายเพื่อให้การดำเนินการป้องกันการระบาดของโรคเป็นไปอย่างทันท่วงที ทั้งนี้ การดำเนินการเชิงรุกเพื่อรับมือและป้องกันเหตุทำให้รัฐสูญเสียงบประมาณสำหรับการดำเนินการน้อยกว่าการใช้งบประมาณเพื่อการแก้ไขและเยียวยาผลกระทบ รวมถึงสามารถลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ดีกว่า เป็นการตัดสินใจเพื่อกันไว้ก่อนดีกว่าตามแก้ในภายหลัง นอกจากนี้การสื่อสารในช่วงสถานการณ์ดังกล่าวมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ทั้งการสื่อสารระหว่างรัฐและประชาชนในการอธิบายภาพรวมสถานการณ์ระบาดของโรค และการชี้แจงมาตรการทางสาธารณสุขหรือมาตรการทางสังคมที่รัฐจำเป็นต้องดำเนินการให้ประชาชนรับทราบ หรือการสื่อสารระหว่างหน่วยงานกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ต้องมีความชัดเจน เข้าใจง่าย เปิดเผยตรงไปตรงมา เพื่อลดการตื่นตระหนกของประชาชนต่อเหตุการณ์ ลดการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารสำคัญของรัฐบาล และเพื่อให้ความเข้าใจของทุกฝ่ายเป็นไปในทิศทางเดียวกัน2. สถานการณ์การระบาดของโรค COVID – 19 ควรสนับสนุนให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการทางสุขภาพโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้รับคำแนะนำตามมาตรการทางสุขภาพที่ถูกต้อง กรณีเจ็บป่วยจากการติดเชื้อสามารถเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลภายใต้ระบบประกันสังคม หรือสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ทันที และหากต้องกักตัวเนื่องจากสาเหตุของโรค COVID – 19 บุคคลดังกล่าวควรได้รับเงินชดเชยการขาดงาน หรือได้รับการรับรองจากภาครัฐให้การกักตัวไม่เป็นสาเหตุของการหยุดงานหรือถูกให้ออกจากงาน และให้ได้รับความช่วยเหลืออื่น เช่น อาหาร ของใช้ประจำวัน ยารักษาโรค และการติดตามสุขภาพอย่างใกล้ชิด3. การออกมาตรการบรรเทาผลกระทบ หรือมาตรการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจควรมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนในการให้ความช่วยเหลือ โดยพิจารณาจากข้อมูลทางเศรษฐกิจและภาวะทางสังคมในประเทศ รวมถึงควรให้ความสำคัญในการสนับสนุนการท่องเที่ยว สินค้าและบริการภายในประเทศให้มากขึ้น โดยการออกบัตรส่วนลดและบัตรกำนัล ปรับวงเงินสำหรับการลดหย่อนภาษี หรือยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการอุปโภคบริโภคเป็นการหมุนเวียนเงินทุนในประเทศให้ธุรกิจยังสามารถประกอบกิจการและเศรษฐกิจประเทศสามารถเติบโตได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจควรให้ความคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบการในช่วงสถานการณ์ระบาดของโรค เช่น การเรียกเก็บค่าสินค้าสูงเกินควรโดยเฉพาะสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งรัฐมีความจำเป็นต้องเข้าควบคุมและบริหารจัดการ สำหรับปัญหาหนี้สินครัวเรือนอาจพิจารณาให้ความช่วยเหลือในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ให้วงเงินสินเชื่อฉุกเฉินหรือโครงการเงินกู้พิเศษสำหรับผู้ที่ประสบปัญหาทางการเงินในช่วง COVID – 19 เพื่อสนับสนุนการเงินและแก้ไขการขาดสภาวะคล่องทางการเงินในแต่ละรายบุคคลโดยไม่คิดอัตราดอกเบี้ยและหลักประกัน เมื่อประชาชนเข้าถึงสถาบันทางการเงินของรัฐ ปัญหาหนี้นอกระบบจะลดน้อยลง รวมถึงขอความร่วมมือลดอัตราการเรียกเก็บค่าเช่าบ้าน หรือค่าเช่าสถานที่สำหรับประกอบอาชีพ เป็นจำนวนเงินที่ผู้เช่าสามารถชำระได้เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในภาวะตึงเครียดทางการเงินที่มากจนเกินไป โดยรัฐอาจพิจารณาให้เงินสนับสนุนสมทบแก่ผู้เช่าแทน หรือให้ผู้เช่านำหลักฐานการปรับลดค่าเช่าใช้ในการขอลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม4. มาตรการของประเทศไทยมุ่งเน้นเพียงการจ่ายเงินเยียวยาในลักษณะจ่ายแล้วจบไป ซึ่งสามารถทำได้ง่าย และทำให้ผู้รับการเยียวยาสามารถดำรงชีวิตได้ต่อไปในระยะเวลาหนึ่ง เมื่อถึงเวลาที่เงินในการช่วยเหลือหมดลง และสถานการณ์ยังคงไม่ดีขึ้น ประชาชนก็จะออกมาร้องขอเพื่อรับการช่วยเหลือต่อไป วนเวียนเช่นเดิมให้เราเห็นอยู่เป็นประจำ การให้ความช่วยเหลือประชาชนด้วยมาตรการเงินชดเชยเยียวยาไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่รัฐควรตัดสินใจกระทำเพื่อผลในระยะยาว หรือพิจารณาถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศภายหลังจากสถานการณ์คลี่คลายด้วย เช่น การจ่ายเงินชดเชยเยียวยาเป็นไปเพื่อการสนับสนุนธุรกิจให้ยังคงดำเนินการและมีความสามารถเพียงพอที่จะจ้างพนักงานทำงานได้ต่อไป โดยเฉพาะธุรกิจในภาคการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรม (อาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ที่จำเป็น และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์) หรือภาคบริการอื่นที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคจากการปิดสถานที่ของภาครัฐ ซึ่งภาคธุรกิจเหล่านี้ถือเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจหนึ่งของประเทศและมีสัดส่วนประชากรแรงงานกลุ่มใหญ่ หรือให้การสนับสนุนเงินทุนผ่านกองทุนสำหรับผู้ว่างงาน หรือผู้สูญเสียอาชีพเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินทุนในการประกอบอาชีพให้สามารถมีรายได้เลี้ยงชีพตนเองอีกครั้ง เป็นต้น นอกจากจะเป็นการเตรียมความพร้อมในการฟื้นตัวทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศแล้วยังเป็นการลดการแบกรับภาระของรัฐบาลลง ให้สามารถออกนโยบายด้านอื่นเพื่อฟื้นฟูประเทศ หรือดำเนินการเตรียมความพร้อมรับมือในสถานการณ์อื่นที่อาจเกิดขึ้นในครั้งถัดไป5. ในความเป็นจริงไม่ใช่ประชาชนทุกคนที่จะเข้าถึงสิทธิการเยียวยาตามระบบออนไลน์ที่รัฐกำหนดได้ และบุคคลเหล่านี้มักจะเป็นกลุ่มที่ถูกรัฐกำจัดการเข้าถึงสิทธิตามมาตรการต่าง ๆ เสมอ รวมถึงในบางครั้งการพยายามเข้าสู่ระบบกลับทำให้ตนเองตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพซ้ำเติมความเดือดร้อน ดังนั้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงช่องทางการรับสมัครเพียงช่องทางเดียว รัฐบาลควรมีช่องทางอื่นเพิ่มเติม เช่น แจ้งมาตรการบรรเทาผลกระทบของรัฐให้ประชาชนทุกคนรับทราบผ่านระบบไปรษณีย์โดยนำส่งเอกสารให้กับบ้านที่อยู่อาศัยทุกหลังคาเรือน รวมถึงขอทราบความประสงค์ในการรับข้อมูลข่าวสารจากรัฐบาลตามช่องทางที่ประชาชนสะดวกเพื่อเป็นฐานข้อมูลของรัฐในการดำเนินการ และมาตรการบรรเทาผลกระทบต่าง ๆ ไม่ควรถูกจำกัดว่าบุคคลจะสามารถขอรับสิทธิได้เฉพาะพื้นที่ตามทะเบียนราษฎรเท่านั้น การกรอกเอกสารการสมัครตามมาตรการควรสามารถส่งกลับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ด้วยระบบไปรษณีย์ หรือส่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ดำเนินการแทนให้ หรือสามารถแสกนเอกสารส่งผ่าน Email ของหน่วยงานผู้พิจารณาสิทธิ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนสามารถเลือกได้ว่าตนเองสะดวกช่องทางใด และไม่เป็นการปิดโอกาสในการเข้าถึงมาตรการของภาครัฐมากจนเกินไป ประกอบกับในการทำงานถึงแม้จะมีกระทรวงหลักเป็นผู้ดำเนินการ แต่หากการตรวจสอบเอกสารของบุคคลมีความเกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลของกระทรวงอื่น หน่วยงานอื่น หรือภาคส่วนอื่นก็สามารถประสานงาน ขอความร่วมมือ หรือทำงานร่วมกันได้ เพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด และประชาชนได้รับประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือเยียวยาจากทางภาครัฐสูงสุดด้วยเช่นกัน
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2022-10-07
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务