การจัดสวัสดิการสังคมแบบสงเคราะห์ของรัฐไทยที่ส่งผลต่อการเกิดวัฒนธรรมการร้องขอในสังคมไทย
收藏DataCite Commons2022-10-10 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2020.1368
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
การศึกษาวิจัยเรื่องการจัดสวัสดิการสังคมแบบสงเคราะห์ของรัฐไทยที่ส่งผลต่อการเกิดวัฒนธรรมการร้องขอในสังคมไทยมุ่งศึกษาความเป็นมาและรูปแบบการจัดสวัสดิการสังคมแบบสงเคราะห์ของรัฐไทย โดยมีกรณีศึกษาในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาลตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานที่ได้รับการกระจายอำนาจมาจากรัฐส่วนกลาง มีอิสระในการปกครองตนเอง มีผู้บริหารท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่กลับโอบรับแนวคิดการสงเคราะห์มาใช้ในการปฏิบัติงาน การศึกษาเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการสังคมแบบสงเคราะห์ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงช่วยให้เข้าใจการเกิดวัฒนธรรมการร้องขอในสังคมไทย ซึ่งการศึกษาวิจัยในครั้งนี้จะใช้วิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ คือ การศึกษาวิจัยโดยเอกสาร การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์เชิงลึก ได้แก่ นักวิชาการ ผู้สงเคราะห์และผู้ได้รับการสงเคราะห์ เพื่อให้เข้าใจมุมมองการจัดสวัสดิการสังคมแบบสงเคราะห์ ปัจจัยที่ทำให้การสงเคราะห์ดำรงอยู่ในสังคมไทย จนนำไปสู่การเสนอแนวทางสำหรับจัดสวัสดิการสังคมเพื่อทลายวัฒนธรรมการร้องขอในสังคมไทยจากผลการศึกษาพบว่า ผู้สงเคราะห์ ฝ่ายบริหาร ได้แก่ นายกเทศมนตรีตำบลบางหญ้าแพรก ประธานสภาเทศบาลตำบลบางหญ้าแพรก และปลัดเทศบาลตำบลบางหญ้าแพรกมองว่าการสงเคราะห์เกิดจากการเข้ามาร้องขอความช่วยเหลือของประชาชนในพื้นที่ จึงได้มอบหมายให้พนักงานเทศบาลลงพื้นที่เพื่อสำรวจความต้องการของประชาชนและดำเนินการให้ความช่วยเหลือ นอกจากนี้ ผู้สงเคราะห์ ฝ่ายบริหารมองว่าการลงพื้นที่สามารถช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนในพื้นที่ได้ด้วย โดยการสงเคราะห์เกิดจากข้อจำกัดทางด้านกฎหมายและงบประมาณ รวมถึงการไม่ตอบสนองนโยบายของพนักงานเทศบาล ทั้งนี้ ผู้สงเคราะห์ ฝ่ายบริหารมองว่าการสงเคราะห์ไม่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน จึงควรช่วยเหลือประชาชนผ่านการจัดสวัสดิการสังคมแบบถ้วนหน้า ส่วนอีกด้านมองว่าการจะลดวัฒนธรรมการร้องขอในสังคมไทยจะต้องช่วยเหลือกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย เพราะฉะนั้น หน่วยงานภาครัฐจะต้องช่วยเหลือเฉพาะราย โดยเน้นกลุ่มเปราะบางเป็นหลักผู้สงเคราะห์ ฝ่ายปฏิบัติงาน ได้แก่ หัวหน้าฝ่ายสังคมสงเคราะห์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมและสวัสดิการสังคม นักพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ ผู้ช่วยนักพัฒนาชุมชน เจ้าหน้าที่สำนักปลัดเทศบาลตำบลบางหญ้าแพรก และเจ้าหน้าที่กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม มีมุมมองต่อการสงเคราะห์ว่า การสงเคราะห์เป็นการช่วยเหลือที่ทำให้ประชาชนมักตกหล่นจากการได้รับความช่วยเหลือ อีกทั้งยังส่งผลให้งบประมาณรั่วไหล โดยผู้สงเคราะห์มักจะใช้ความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้องในการช่วยเหลือ ทั้งความรู้สึกสงสาร เห็นใจ อคติส่วนตัว จึงไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเป็นธรรม และส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือ อีกทั้งประชาชนยังต้องเสียโอกาสในการหารายได้เพื่อมาพิสูจน์สิทธิ นอกจากนี้ การสงเคราะห์ได้นำไปสู่การเกิดวัฒนธรรมการร้องขอในสังคมไทย ซึ่งผู้สงเคราะห์ ฝ่ายปฏิบัติงานมองว่าปัจจัยที่ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเลือกใช้วิธีการสงเคราะห์ เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านระเบียบ กฎหมายและงบประมาณ รวมถึงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งเกี่ยวพันกับการรักษาฐานอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง หากหน่วยงานภาครัฐจะช่วยเหลือประชาชนผ่านวิธีการสงเคราะห์ จะต้องมั่นใจได้ว่าระบบการจัดการฐานข้อมูลมีประสิทธิภาพเพียงพอ ทว่าผู้สงเคราะห์ ฝ่ายปฏิบัติงานไม่เชื่อมั่นในระบบการจัดการฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐว่าจะสามารถบูรณาการข้อมูลของประชาชนเพื่อตรวจสอบข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมองว่าการจัดสวัสดิการสังคมแบบถ้วนหน้าจะช่วยลดวัฒนธรรมการร้องขอในสังคมไทยได้ดีกว่าผู้ได้รับการสงเคราะห์ ได้แก่ ผู้ประสบภัยพิบัติ ผู้สูงอายุ คนพิการ คนดูแลผู้ป่วยติดเตียง พบว่า สาเหตุที่ผู้ได้รับการสงเคราะห์เข้ามาร้องขอเกิดจากระบบอุปถัมภ์ เนื่องจากผู้ได้รับการสงเคราะห์มักจะได้รับความช่วยเหลือผ่านการมีสัมพันธ์ในเชิงอุปถัมภ์กับผู้สงเคราะห์ นอกจากนี้สาเหตุที่ทำให้ผู้ได้รับการสงเคราะห์ต้องร้องขอเกิดจากการประสบปัญหาในชีวิตอย่างเร่งด่วนจนไม่มีทางเลือกในชีวิต ตลอดจนรู้สิทธิการช่วยเหลือและเคยได้รับการช่วยเหลือในอดีตจึงเข้ามาร้องขออีกครั้ง โดยผู้ได้รับการสงเคราะห์มีมุมมองต่อการสงเคราะห์ว่ามีขั้นตอนยุ่งยาก ซับซ้อน ล่าช้า ลำบาก ไม่สามารถช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด ไม่สามารถวางแผนชีวิตได้อย่างเป็นระบบ และมักจะเอื้อประโยชน์ให้เฉพาะคนที่รู้จักกับผู้สงเคราะห์เท่านั้น ทว่าความน่าสนใจอยู่ที่ว่า ผู้ได้รับการสงเคราะห์มองว่าการเข้าไปช่วยเหลือผ่านวิธีการสงเคราะห์ส่งผลต่อการอยากให้ผู้สงเคราะห์เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพราะเชื่อว่าผู้สงเคราะห์เป็นคนดี ถึงกระนั้น ผู้ได้รับการสงเคราะห์ก็มองว่าการสงเคราะห์ไม่ได้สามารถช่วยให้ตนเองและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ หากหน่วยงานภาครัฐสามารถช่วยเหลือขั้นพื้นฐานให้กับทุกคนได้จะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า หรือหากมีข้อจำกัดทางด้านงบประมาณ ก็ควรช่วยเหลือเฉพาะผู้ที่ได้รับความลำบากอย่างแท้จริงจากการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านเอกสารทางวิชาการ การสังเกตอย่างมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์เชิงลึกนักวิชาการ ผู้สงเคราะห์ ฝ่ายบริหารกับฝ่ายปฏิบัติงาน และผู้ได้รับการสงเคราะห์สามารถแบ่งแนวทางการจัดสวัสดิการสังคมเพื่อลดวัฒนธรรมการร้องขอได้เป็น 2 แนวทาง คือ 1) การจัดสวัสดิการสังคมแบบถ้วนหน้าเพื่อมุ่งช่วยเหลือทุกคนในสังคม ซึ่งเป็นการปกป้อง คุ้มครอง และเป็นหลักประกันในการดำรงชีวิตให้กับประชาชนทุกคนในฐานะสิทธิที่พึงจะได้รับ หากประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะที่จัดให้โดยภาครัฐอย่างถ้วนหน้า วัฒนธรรมการร้องขอก็จะลดน้อยลง ส่วน 2) คือการจัดสวัสดิการสังคมเพื่อช่วยเหลือเฉพาะรายเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้รับประโยชน์จากการจัดสวัสดิการสังคมอย่างสูงสุด โดยภาครัฐจะต้องออกแบบกระบวนการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายและตั้งหลักเกณฑ์ในการช่วยเหลือให้เหมาะสม นอกจากนี้ รัฐไทยจะต้องรื้อถอนกลไกการทำงานของระบบราชการใหม่ทั้งหมด โดยจะต้องทำงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนในเชิงรุก รวมทั้งโจทย์สำคัญที่สุดคือการปรับปรุงระบบฐานข้อมูลของประชาชนให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ รวมทั้งบูรณาการระบบฐานข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกันเป็นฐานข้อมูลเดียวเพื่อให้การตรวจสอบสิทธิถูกต้องและแม่นยำที่สุด ทั้งนี้ การจัดสวัสดิการสังคมแบบช่วยเหลือเฉพาะรายจะต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของหลักคิดว่าเป็นสิทธิที่ประชาชนพึงจะได้รับ ไม่ใช่การสงเคราะห์ที่ไม่เป็นระบบ และทำไปเพื่อผลประโยชน์ของผู้สงเคราะห์ แต่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน เมื่อการจัดสวัสดิการสังคมแบบช่วยเหลือเฉพาะรายสามารถทำได้อย่างเป็นระบบ ก็จะส่งผลให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ประสบปัญหาทางสังคมได้รับการช่วยเหลืออย่างตรงจุด วัฒนธรรมการร้องขอก็จะมลายหายไปจากสังคมไทย
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2022-10-10



