การศึกษากลุ่มวิวัฒนาการยีนความรุนแรงในการก่อโรคและความไวต่อสารต้านจุลชีพของ Escherichia coli ที่แยกได้จากผู้ป่วยติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร
收藏DataCite Commons2025-10-08 更新2026-05-04 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2024.973
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะเป็นหนึ่งในภาวะติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด โดยมี Escherichia coli เป็นสาเหตุหลัก การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลุ่มทางวิวัฒนาการ (phylogenetic groups) รูปแบบความไวต่อยาต้านจุลชีพ และการกระจายของยีนความรุนแรง(virulence genes) ของเชื้อ E. coli ที่แยกได้จากผู้ป่วยหญิงที่ติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะในโรงพยาบาลตากสิน กรุงเทพมหานคร โดยทำการศึกษาใน E. coli ที่แยกได้จากผู้ป่วยติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะไม่ซ้ำราย จำนวน 233 สายพันธุ์ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2566 - มกราคม พ.ศ. 2567 วิเคราะห์ความไวต่อยาต้านจุลชีพด้วยวิธี disk diffusion ตามเกณฑ์ CLSI ปี 2024 และตรวจหากลุ่มทางวิวัฒนาการและยีนความรุนแรงด้วยเทคนิค multiplex PCR ผลการศึกษาพบว่าเชื้อ E. coli มีอัตราการดื้อยาในระดับสูง โดยดื้อต่อ ampicillin, ciprofloxacin และ trimethoprim-sulfamethoxazole คิดเป็นร้อยละ 89.7, 67.8 และ 53.6 ตามลำดับ และตรวจพบเป็นเชื้อ extended-spectrum β-lactamase (ESBL), multidrug resistant (MDR) และ carbapenem resistant Enterobacteraceae (CRE) คิดเป็นร้อยละ 39.8, 63.5 และ 8.2 ตามลำดับ กลุ่มวิวัฒนาการที่พบมากที่สุดคือกลุ่ม B2 (ร้อยละ 60.5) รองลงมาเป็นกลุ่ม D และ C ตามลำดับ เชื้อตัวอย่างตรวจพบยีนความรุนแรงจำนวนมาก เช่น fimH (90.6%), pap (84.1%), aer (70.8%) และ usp (41.6%) โดยร้อยละ 54.1 ของสายพันธุ์ในกลุ่มนี้มีจำนวน virulence factor ≥ 4 ยีน ในจำนวนดังกล่าว กลุ่ม B2 พบยีนความรุนแรงได้บ่อยและมีจำนวน (VF number) ≥ 4 ยีน สูงกว่าเชื้อกลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ในขณะที่ กลุ่ม C พบอุบัติการณ์การดื้อต่อยาต้านจุลชีพหลายชนิดและ CRE สูงกว่ากลุ่มอื่น (p<0.05) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการติดเชื้อจากชุมชน (community-acquired infection: CAI) และจากโรงพยาบาล (hospital-acquired infection: HAI) พบว่า เชื้อจากกลุ่ม HAI มีอัตราการดื้อยากลุ่ม β-lactams, fluoroquinolones และ carbapenems สูงกว่ากลุ่ม CAI อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) รวมถึงตรวจพบ MDR และ CRE ในสัดส่วนสูงกว่ากลุ่ม CAI อย่างชัดเจน ขณะที่เชื้อจากกลุ่ม CAI มีการแสดงออกของ virulence genes ได้สูงกว่า โดยเฉพาะ fimH, pap, aer และ usp และมีสัดส่วนของสายพันธุ์ที่มี virulence factor ≥ 4 ยีน สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) แม้ว่าเชื้อในกลุ่ม B2 จะเป็นสายพันธุ์หลักในทั้ง CAI และ HAI แต่พบว่าเชื้อในกลุ่ม C มีอัตราพบเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในกลุ่ม HAI (ร้อยละ 31.8 เทียบกับร้อยละ 5.7 ใน CAI) และมีแนวโน้มการดื้อยาในหลายกลุ่มสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างทางฟีโนไทป์และจีโนไทป์ของเชื้อ E. coli ที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการติดเชื้อ โดยเชื้อในกลุ่ม HAI มีแนวโน้มดื้อยาสูง ขณะที่เชื้อในกลุ่ม CAI พึ่งพายีนก่อโรคในการบุกรุกโฮสต์ที่มีภูมิคุ้มกันปกติ ดังนั้น การเฝ้าระวังการดื้อยา การเลือกใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม และการควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อ จึงมีความสำคัญยิ่งในแต่ละบริบททางคลินิก
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2025-10-08



