ความเหมาะสมในการกำหนดความรับผิดรายบุคคล: ศึกษากรณีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรม
收藏DataCite Commons2022-07-16 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2021.299
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเจตนารมณ์ที่แท้จริงและองค์ประกอบความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรม รวมทั้งหลักเกณฑ์ในการกำหนดความรับผิดรายบุคคลของผู้กระทำความผิดฐานดังกล่าวตามระบบกฎหมายไทย โดยเปรียบเทียบกับองค์ประกอบความผิดและหลักเกณฑ์การกำหนดความรับผิดรายบุคคลของผู้กระทำความผิดฐานดังกล่าวที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลสูงของต่างประเทศ เพื่อนำมาสู่ข้อสรุปการกำหนดความรับผิดรายบุคคลในความผิดฐานดังกล่าวที่เหมาะสมกับระบบกฎหมายไทยจากการศึกษาในประเด็นข้างต้น พบว่า 1) เจตนารมณ์ที่แท้จริงของความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมเป็นไปเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายจากการถูกล่วงล้ำมากกว่าหนึ่งครั้งโดยผู้กระทำหลายคน มิใช่จากการมีผู้กระทำหลายคนในเหตุการณ์เท่านั้น และคำว่า “อันมีลักษณะเป็นการโทรม” ถือเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นเงื่อนไขแห่งการลงโทษทางภาวะวิสัยที่ผู้กระทำไม่จำต้องรู้ เพียงมีข้อเท็จจริงนั้นเกิดขึ้น ผู้กระทำก็ต้องรับผิดแล้ว 2) ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของผู้ยกร่าง องค์ประกอบความผิดฐานดังกล่าวประกอบด้วยการกระทำ 2 ส่วน ได้แก่ การร่วมกันข่มขืนกระทำในลักษณะที่เป็นตัวการและการผลัดเปลี่ยนกันข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งในส่วนของการกระทำส่วนหลังนั้น ศาลฎีกาตีความให้รวมถึงการผลัดเปลี่ยนกันในลักษณะที่ผู้กระทำคนที่สองยังอยู่ในขั้นพยายามข่มขืนกระทำชำเราด้วย ซึ่งถือเป็นการตีความโดยขยายความที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากขัดต่อเจตนารมณ์ที่แท้จริงของความผิดฐานดังกล่าว 3) กรณีที่มีผู้กระทำตั้งแต่สามคนขึ้นไป ศาลฎีกาจะอาศัยการปรากฏตัวในที่เกิดเหตุและการกระทำร่วมกันขณะที่มีการข่มขืนกระทำชำเราเป็นเกณฑ์ในการกำหนดความรับผิดระหว่างการเป็นตัวการกับการเป็นผู้สนับสนุนของผู้กระทำคนที่สามที่มิได้กระทำถึงขั้นพยายามข่มขืนกระทำชำเรา อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาศาลฎีกาบางฉบับได้ขยายการเป็นตัวการให้รวมถึงการออกจากที่เกิดเหตุก่อนที่จะมีการกระทำความผิดด้วย ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักความได้สัดส่วนในการลงโทษและทฤษฎีนายเหนือการกระทำความผิด (Control-Over-the Act-Theory) 4) เมื่อเปรียบเทียบกับแนวการวินิจฉัยของระบบกฎหมายต่างประเทศ พบว่า ระบบกฎหมายไทยมีแนวการวินิจฉัยที่เคร่งครัดที่สุด เนื่องจากกำหนดให้ต้องถึงขนาดได้ผลัดเปลี่ยนกันข่มขืนกระทำชำเรา ในขณะที่ระบบกฎหมายอังกฤษ แม้มิได้กำหนดความผิดฐานดังกล่าว แต่ศาลสูงคดีอาญาจะนำบัญชีมาตรฐานโทษในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรามาใช้ในการกำหนดโทษ ส่วนระบบกฎหมายอเมริกัน (เฉพาะมลรัฐแคลิฟอร์เนีย) และฝรั่งเศส กำหนดว่า เพียงแต่ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราโดยผู้กระทำหลายคนก็เป็นเหตุให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นตามความผิดฐานดังกล่าวแล้ว และท้ายที่สุด ระบบกฎหมายเยอรมันกำหนดว่า ต้องร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราในลักษณะเป็นตัวการจึงจะเป็นเหตุให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นตามความผิดฐานดังกล่าว จนอาจกล่าวได้ว่า ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมเป็นความผิดของไทยโดยแท้ ดังนั้น เพื่อลบล้างแนวการวินิจฉัยที่เป็นบรรทัดฐานเกี่ยวกับการผลัดเปลี่ยนกันข่มขืนกระทำชำเราซึ่งมิได้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่แท้จริงของความผิดฐานดังกล่าว จึงเสนอให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม จาก “โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหรือกระทำกับชายในลักษณะเดียวกัน” แก้ไขเป็น “โดยได้กระทำชำเราด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป” รวมทั้งเสนอให้ศาลไทยพึงระมัดระวังในการนำหลักการเป็นตัวการมาปรับใช้กับผู้กระทำคนที่สามซึ่งยังมิได้ข่มขืนกระทำชำเราอันเป็นความผิดสำเร็จ โดยควรปรับใช้หลักการดังกล่าวเฉพาะกรณีที่ผู้กระทำคนที่สามนั้นได้กระทำการที่ใกล้ชิดกับความเสียหายที่ผู้เสียหายจะได้รับจากการถูกล่วงล้ำ
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2022-07-16



