ปัญหาทางกฎหมายว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น: ศึกษากรณีมาตรา 14 และมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
收藏DataCite Commons2025-09-22 更新2026-05-04 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2024.878
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 34 ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสื่อสารนั้น สามารถกระทำได้อย่างง่ายดาย โดยการแสดงความเห็นผ่านระบบคอมพิวเตอร์จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อกิจการของรัฐ ในขณะเดียวกันประเทศไทยตราพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งมาตรา 14 และมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว กลับกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐนำมาใช้จำกัดหรือลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน โดยยกเหตุผลเรื่องความมั่นคงของรัฐหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเป็นฐานในการแทรกแซงการแสดงออกโดยเฉพาะในประเด็นทางการเมือง ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงสำคัญว่าบทบัญญัติเหล่านั้นมีความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ และการตีความบังคับใช้มีความเป็นธรรมและสอดคล้องกับหลักการที่สำคัญที่เกี่ยวข้องเพียงใดวิทยานิพนธ์เล่มนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากการใช้มาตรา 14 และมาตรา 20 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ในการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบทบัญญัติดังกล่าว โดยเปรียบเทียบกับกฎหมายของประเทศเยอรมนี สหรัฐอเมริกา รวมถึงหลักการสากลที่เกี่ยวข้อง เช่น กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ทั้งนี้ งานวิจัยครอบคลุมถึงการวิเคราะห์องค์ประกอบของบทบัญญัติ ปัญหาการตีความ การบังคับใช้ ภายใต้สมมติฐานสำคัญว่า มาตรา 14 และมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว มีลักษณะเป็นที่เป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งการจำกัดนั้นอาจกระทบต่อเสรีภาพที่ในการแสดงความคิดเห็นซึ่งได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 34 มีลักษณะที่ไม่ชัดเจน คลุมเครือ และเปิดช่องให้รัฐใช้อำนาจในการจำกัดเสรีภาพของประชาชนมากเกินสมควร โดยมิได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่แน่นอนสำหรับการแยกแยะระหว่างความคิดเห็นโดยสุจริตกับถ้อยคำที่เข้าข่ายเป็นความผิด อีกทั้งมิได้วางหลักในการคุ้มครองเสรีภาพที่ชัดเจนเพียงพอ ทำให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญมาตรา 34 ถูกลิดรอนไปโดยไม่ผ่านการกลั่นกรองที่เหมาะสมจากการศึกษาวิเคราะห์ พบว่า ปัญหาหลักของบทบัญญัติมาตรา 14 และมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้แก่ (1) การใช้ถ้อยคำที่คลุมเครือ เช่น “ข้อมูลอันเป็นเท็จ” “โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย” “น่าจะก่อให้เกิดความตื่นตระหนก” หรือ “ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี” ซึ่งล้วนเปิดช่องให้มีการใช้ดุลยพินิจตีความได้อย่างกว้าง (2) ขาดแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการแยกแยะระหว่างข้อมูลซึ่งความคิดเห็นที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญกับข้อมูลซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมาย (3) กระบวนการบังคับใช้มาตรา 14 และมาตรา 20 ที่ไม่สอดคล้องตามหลักความได้สัดส่วน ทั้งนี้ ประเทศไทยใช้ข้อยกเว้นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพมากกว่าการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพกล่าวโดยสรุปวิทยานิพนธ์เล่มนี้ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ของบทบัญญัติมาตรา 14 และมาตรา 20 ซึ่งการจำกัดสิทธิและเสรีภาพโดยยกเหตุผลความมั่นคงหรือศีลธรรมโดยไม่มีเกณฑ์ที่แน่นอน เป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักนิติรัฐ/นิติธรรม หลักความได้สัดส่วน และหลักสิทธิมนุษยชนสากล ซึ่งรัฐธรรมนูญไทยรวมถึงพันธกรณีระหว่างประเทศของไทยได้ให้การรับรองไว้ การปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้มีความชัดเจน แน่นอน รวมถึงวางแนวทางหรือหลักเกณฑ์อันเป็นการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เพื่อให้เสรีภาพดังกล่าวมีผลเป็นรูปธรรมขึ้นอย่างแท้จริง
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2025-09-22



