five

การจัดประเภททรัพย์สินระหว่างคู่สมรสในกฎหมายไทย: ศึกษาเปรียบเทียบแนวทางในการจัดแบ่งสินสมรสที่ระคนปนกัน

收藏
DataCite Commons2026-02-11 更新2026-05-04 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2025.149
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เคยมีการจัดประเภททรัพย์สินระหว่างคู่สมรสออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ สินเดิม สินสมรส สินบริคณห์ และสินส่วนตัว โดยกำหนดให้สามีในฐานะหัวหน้าครอบครัวเป็นผู้มีอำนาจในการจัดการสินบริคณห์แต่เพียงผู้เดียว ต่อมาเพื่อให้ชายหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2517 จึงมีการแก้ไขบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ครอบครัว ลักษณะที่ 1 การสมรส หมวด 4 ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาในปี พ.ศ. 2519 การแก้ไขครั้งนี้ทำให้ประเภททรัพย์สินระหว่างคู่สมรสเหลือเพียง 2 ประเภท ได้แก่ สินส่วนตัวและสินสมรส มาจนถึงปัจจุบันที่กลุ่มบุคคลเพศหลากหลาย (LGBTQIA2S+) สามารถสมรสกันได้ตามกฎหมายอย่างไรก็ดี มีปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า การจัดประเภททรัพย์สินระหว่างคู่สมรสนี้ ยังคงมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพครอบครัวไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ เนื่องจากหลักกฎหมายในเรื่องนี้ได้ถูกบัญญัติขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพครอบครัวไทยในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นช่วงที่สังคมไทยยังมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ระหว่างสมาชิกครอบครัวอย่างเป็นแบบแผน (Norm) คือ สามีมีหน้าที่ทำงานนอกบ้านเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ในขณะที่ภริยามีหน้าที่ทำงานบ้าน แต่จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันสภาพครอบครัวไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปจากแบบแผน (Norm) ดังกล่าวด้วยเหตุผลทางสังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์ ทำให้การจัดประเภททรัพย์สินระหว่างคู่สมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เริ่มกลายเป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส และเกิดความไม่ยุติธรรมในการจัดแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสตัวอย่างเช่น กรณี “ทรัพย์สินที่เป็นเครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะ” ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้เป็นทรัพย์สินประเภท “สินส่วนตัว” ตามมาตรา 1471 (2) เนื่องจากในสมัยนั้นเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับกายถูกแบ่งแยกตามเพศสภาพ ทำให้ไม่มีกรณีเป็นที่สงสัยว่า เครื่องแต่งกายหรือเครื่องประดับกายชิ้นใดเป็นของคู่สมรสฝ่ายใด เพราะมีลักษณะเป็นของใช้ส่วนตัวของแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน แต่ปัจจุบันเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับกายเริ่มมีการออกแบบให้ผลิตภัณฑ์อยู่ในลักษณะที่ไม่จำกัดเพศ (Unisexual) มากขึ้น ประกอบกับการที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 (กฎหมายสมรสเท่าเทียม) ทำให้คำว่า “คู่สมรส” ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่สามีภริยาซึ่งเป็นชายกับหญิง (Straight) เท่านั้น แต่หมายความรวมถึง “บุคคลเพศหลากหลาย (LGBTQIA2S+)” ทำให้เริ่มเกิดกรณีเป็นที่สงสัยว่า เครื่องแต่งกายหรือเครื่องประดับกายของคู่สมรสควรถูกจัดไว้เป็นประเภทสินส่วนตัวหรือไม่ เพราะปัจจุบันเป็นไปได้ว่า เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับกาย สามารถเป็นทรัพย์สินที่มีสภาพแบบที่คู่สมรสสามารถใช้สอยร่วมกันได้อย่างสินสมรสกรณี “ทรัพย์สินที่เป็นเงินเดือน” ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะเจาะจง จึงต้องตีความตามหลักกฎหมาย คือ เงินเดือนที่ได้มาในระหว่างสมรสเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1) ที่กำหนดว่า “สินสมรส ได้แก่ ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส” และเมื่อพิจารณาถึงสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายต่างมีโอกาสในการประกอบการงาน โดยได้รับค่าจ้างหรือค่าแรงในรูปแบบของ “เงินเดือน” การที่กฎหมายกำหนดให้เงินเดือนที่ได้รับมาในระหว่างสมรสเป็นสินสมรส ซึ่งทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายสามารถเข้ามาจัดการเงินเดือนของตนเองได้และต้องแบ่งเงินเดือนนั้นให้แก่คู่สมรสอีกฝ่ายครึ่งหนึ่งเสมอ จึงขัดแย้งกับสภาพความเป็นจริงที่คู่สมรสต่างฝ่ายต่างต้องการมีอำนาจในการจัดการเงินเดือนของตนเองแต่เพียงผู้เดียว และต่างต้องการเป็นผู้กำหนดสัดส่วนในการแบ่งปันเงินเดือนให้กับคู่สมรสอีกฝ่ายด้วยตนเองกรณี “ทรัพย์สินที่เป็นค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากการได้รับอันตรายต่อร่างกายและอนามัย” เช่นเดียวกับทรัพย์สินที่เป็นเงินเดือน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้บัญญัติเรื่องค่าสินไหมทดแทนที่คู่สมรสได้รับจากการได้รับอันตรายต่อร่างกายและอนามัยไว้เป็นการเฉพาะเจาะจง ทำให้ค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับมาในระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1) ซึ่งขัดต่อวัตถุประสงค์ของการใช้ค่าสินไหมทดแทนที่ตามปกติจะมุ่งเยียวยาความเสียหายให้กับบุคคลผู้ถูกละเมิดเป็นหลัก กรณี “ทรัพย์สินที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว” ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้เป็นทรัพย์สินประเภทสินสมรสตามมาตรา 1474 (3) ซึ่งมีลักษณะเป็นข้อยกเว้นของหลักกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1336 ที่ว่า “เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สิน” ดังนั้น ดอกผลของสินส่วนตัวทั้งที่เป็นดอกผลธรรมดาและดอกผลนิตินัยจึงเป็นสินสมรส ทำให้คู่สมรสฝ่ายซึ่งไม่ใช่เจ้าของสินส่วนตัวมีอำนาจจัดการดอกผลที่เกิดจากสินส่วนตัวของคู่สมรสอีกฝ่ายได้ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมหรือต้องจัดการดอกผลร่วมกับคู่สมรสฝ่ายซึ่งเป็นเจ้าของสินส่วนตัว และเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงคู่สมรสฝ่ายซึ่งเป็นเจ้าของสินส่วนตัวมีหน้าที่ต้องแบ่งดอกผลให้คู่สมรสอีกฝ่ายครึ่งหนึ่งโดยไม่ต้องคำนึงว่าในระหว่างสมรสคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งมีส่วนช่วยให้ได้มาซึ่งดอกผลนั้นหรือไม่จากการศึกษาพบว่า ปัจจุบันการจัดประเภททรัพย์สินระหว่างคู่สมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นการจัดประเภททรัพย์สินระหว่างคู่สมรสภายใต้ระบบสินบริคณห์ (Community of Property System) ซึ่งเป็นระบบทรัพย์สินที่กำหนดให้มีกองทรัพย์สินร่วมกันระหว่างคู่สมรสซึ่งกฎหมายเรียกว่า “สินสมรส” ภายใต้ระบบสินบริคณห์ (Community of Property System) นี้ คู่สมรสทั้งสองฝ่ายต่างมีสิทธิในการจัดการสินสมรสเท่าเทียมกัน และเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงคู่สมรสต่างมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากสินสมรสเท่ากัน โดยไม่ต้องคำนึงว่าคู่สมรสแต่ละฝ่ายจะมีส่วนร่วมในการนำทรัพย์สินเข้าสู่ครอบครัวมากน้อยเพียงใด เหตุที่ระบบสินบริคณห์ (Community of Property System) เป็นเช่นนี้ เนื่องจากพัฒนาการทางสังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ยุคโบราณที่มีโครงสร้างทางสังคมแบบปิตาธิปไตย (Patriarchy) ทำให้คู่สมรสฝ่ายหญิงมีความเสียเปรียบในการแสวงหาทรัพย์สินประกอบกับแนวคิดที่ว่า “คู่สมรสเป็นหุ้นส่วนชีวิตซึ่งกันและกัน” กฎหมายจึงต้องสร้างความยุติธรรมระหว่างคู่สมรส โดยบัญญัติให้คู่สมรสนำทรัพย์สินมารวมกันและจัดแบ่งให้คู่สมรสได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์สินเท่าเทียมกัน ซึ่งแตกต่างจากระบบแยกทรัพย์สิน (Separation of Property System) และระบบส่วนแบ่งผลประโยชน์ที่เพิ่มพูนขึ้นจากการสมรส (Zugewinngemeinschaft) ที่ไม่มีทรัพย์สินกองกลางระหว่างคู่สมรส กล่าวคือเป็นระบบทรัพย์สินที่ “ไม่มีสินสมรส” นั่นเองจากเหตุผลดังกล่าว จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาและวิเคราะห์ถึงข้อดีและข้อจำกัดในการจัดแบ่งประเภททรัพย์สินระหว่างคู่สมรสภายใต้ระบบสินบริคณห์ (Community of Property System) ระบบแยกทรัพย์สิน (Separation of Property System) และระบบส่วนแบ่งผลประโยชน์ที่เพิ่มพูนขึ้นจากการสมรส (Zugewinngemeinschaft) และการวิเคราะห์แนวทางการจัดแบ่งประเภททรัพย์สินระหว่างคู่สมรสกับกฎหมายไทย เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการจัดประเภททรัพย์สินระหว่างคู่สมรสดังกล่าว จึงจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 และมาตรา 1474 ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมไทยในปัจจุบันต่อไป
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2026-02-11
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务