การศึกษาความพึงพอใจต่อนโยบายส่งเสริมการมีบุตรของประเทศไทย: กรณีศึกษาพื้นที่กรุงเทพมหานคร
收藏DataCite Commons2022-04-08 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2020.1179
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
ประเทศไทยในปัจจุบันประสบกับสถานการณ์การเจริญพันธุ์ที่ลดต่ำลงกว่าระดับทดแทน และกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากการทดแทนประชากรในแง่ของการเป็นแรงงานขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจลดลง ในปัจจุบันประเทศไทยจึงมีนโยบายเพื่อส่งเสริมการมีบุตรที่ขับเคลื่อนโดยนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2560-2569) ซึ่งดำเนินงานภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 งานวิจัยฉบับนี้จึงต้องการที่จะศึกษานโยบายที่เกี่ยวข้องส่งเสริมการมีบุตรของประเทศไทยในช่วงรัฐบาลสมัยนายกรัฐมนตรีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา (พ.ศ.2557-2563) ศึกษาความพึงพอใจของประชาชนต่อนโยบายและศักยภาพของนโยบายเพื่อนำผลศึกษาที่ได้มาจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนานโยบายในอนาคต โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ภายใต้ทฤษฎีการประเมิลผลแบบ CIPP Model โดยพบว่าประชากรส่วนใหญ่พึงพอใจกับนโยบายส่งเสริมการมีบุตรของรัฐบาลในระดับ เห็นด้วยปานกลาง โดยเชื่อว่านโยบายที่เกิดขึ้นจะช่วยเพิ่มความต้องการอยากมีบุตรของประชาชนและช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนรวมถึงจะทำให้คุณภาพชีวิตของบุตรและผู้ปกครองดีขึ้น โดยประชาชนให้ความสนใจในนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ทางด้านการศึกษาของบุตรมากที่สุด และจากการประเมินผลนโยบายส่งเสริมการมีบุตร โดยใช้ตัวแบบซิปป์ (CIPP Model) พบว่า ในด้านของบริบทแวดล้อม เจ้าหน้าที่และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรับรู้และเข้าใจในสถานการณ์การเจริญพันธุ์ที่ลดลงและค่อนข้างเชื่อมั่นในนโยบายที่กำลังดำเนินการอยู่ โดยมุ่งหวังว่าจะส่งผลดีกับเด็กและครอบครัว ในด้านของปัจจัยนำเข้า เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เข้าใจและรับรู้ถึงปัญหาอัตราการเจริญพันธุ์ลดลงเป็นอย่างดี มีจำนวนเจ้าหน้าที่ วัสดุอุปกรณ์ และงบประมาณ ที่เพียงพอต่อการดำเนินงาน ในด้านกระบวนการแต่มีการติดตามประเมินผล โดยส่วนใหญ่จะใช้ประโยชน์จากสื่อโซเชียล มีเดีย ในการรับฟังกระแสตอบรับจากประชาชน และนำมาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และในด้านของผลผลิตประชาชนส่วนใหญ่พึงพอใจในนโยบายที่ดำเนินการ อย่างไรก็ตามยังคงพบปัญหาของนโยบาย ได้แก่ ความไม่เท่าเทียมกันของนโยบายที่พบว่าสวัสดิการข้าราชการนั้น มีสิทธิประโยชน์มากกว่าสวัสดิการอื่น ๆ ดังนั้น รัฐบาลจึงควรพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ต่อประชาชนทุกสิทธิสวัสดิการอย่างเท่าเทียมกันหรือใกล้คียงกันมากที่สุด ให้ความสำคัญกับการพัฒนานโยบายทางด้านการศึกษา และเพิ่มการประชาสัมพันธ์นโยบายที่มีอยู่เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิของตนเองได้
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2022-04-08



