five

การตรวจสอบการใช้อำนาจหน้าที่ของผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

收藏
DataCite Commons2024-10-29 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/STOU.the.2010.105
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อค้นคว้ารูปแบบวิธีการของระบบการตรวจสอบการใช้อํานาจหน้าที่ของผู้พิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตำแหน่งทางการเมือง (2) เพื่อหาความคิดเห็นของผู้พิพากษาศาลยุติธรรมต่อการตรวจสอบการใช้ อํานาจหน้าที่ ของผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตำแหน่งทางการเมือง (3) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของการตรวจสอบการใช้อํานาจหน้าที่ ที่มีต่อการปฏิบัติงานของผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตำแหน่งทางการเมืองและ (4) เพื่อเสนอแนวทางในการปรับปรุงวิธีการในการตรวจสอบเพื่อความเป็นธรรมในการดำเนินการตรวจสอบการใช้อํานาจหน้าที่ของผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตำแหน่งทางการเมือง วิธีการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีวิจัยเอกสารจากการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการค้นคว้าเอกสารวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้พิพากษาศาลฎีกา จํานวน 8 คน และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก จานวน 6 คน ผลการศึกษาพบว่า มีระบบหรือกระบวนการในการตรวจสอบการใช้อํานาจหน้าที่ ของผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก คดีอาญาของผู้ดํารงตำแหน่งทางการเมืองรวมทั้งสิ้น 5 ลักษณะ 7 กระบวนการได้แก่การตรวจสอบโดยการถอดถอนออกจากตำแหน่ง จากภายในองค์กรศาลยุติธรรม กระบวนการยุติธรรมทางอาญากฎหมายวิธีพิจารณาความและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งปัจจุบันทุกกระบวนการได้ทําหน้าที่ตามที่่ได้รับมอบหมายจากสังคม โดยพบว่า ผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตำแหน่งทางการเมืองก็ถูกตรวจสอบการใช้อํานาจหน้าที่ เช่นเดียวกับผู้พิพากษาศาลยุติธรรมที่ดํารงตำแหน่งอื่นๆ ในความเห็นของผู้พิพากษา และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก การตรวจสอบการใช้อํานาจหน้าที่่โดยคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ได้รับการยอมรับว่าเป็นกลไกที่ดีมีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการตรวจสอบผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตำแหน่ง ทางการเมืองมากที่สุด แต่โดยหลักของการตรวจสอบแล้วต้องมีการตรวจสอบจากองค์กรภายนอกที่่เป็นอิสระควบคู่กันไป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้มากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะกระบวนการถอดถอนออกจากตำแหน่งและโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แต่หากจะให้เป็นที่ยอมรับมากกว่านี้ ควรจะมีกระบวนการตรวจสอบในทางตุลาการ (Judicial Review) โดยศาล หรือองค์กรที่สูงกว่าหรือสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากกว่านี้ ขณะเดียวกันต้องไม่ละเลยการตรวจสอบที่ไม่เป็นทางการ (Informal Check) ด้วย เช่น การตรวจสอบจากนักวิชาการ สื่อมวลชน องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) เป็นต้น โดยมีผลการศึกษาวิจัย นํามาเป็นข้อเสนอคือให้มีศาลที่ทําหน้าที่พิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตำแหน่งทางการเมืองอย่างน้อยสองศาล โดยอาจจะเริ่มที่ศาลอาญา (ในส่วนของคดีอาญา) หรือศาลแพ่ง (ในส่วนของคดีแพ่ง) หรืออาจจะเริ่มต้นจากศาลอุทธรณ์แผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตำแหน่งทางการเมือง โดยให้มีการอุทธรณ์คําพิพากษาหรือคำสั่งไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งเป็นศาลสุดท้าย และเพื่่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีประกอบไปด้วยบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ ทั้งในแง่ปฏิบัติ ทฤษฎีและมิติทางการเมืองรวมทั้งผนวกการเชื่อมโยงกับประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตำแหน่งทางการเมืองจึงควรประกอบด้วย ผู้พิพากษาศาลฎีกา จํานวน 9 คน ผู้พิพากษาสมทบจากนักวิชาการหรืออาจารย์ในระดับมหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญทางกฎหมายมหาชน หรือรัฐศาสตร์ จํานวน 3คน และนักการเมือง เช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา จํานวน 3 คน รวมทั้งสิ้น 15 คน ก็จะทำให้การพิจารณาคดีในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตำแหน่งทางการเมืองมีความเหมาะสม
提供机构:
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
创建时间:
2024-10-29
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务