สมรรถนะการดูแลผู้ป่วยวิกฤตโควิด-19 ของพยาบาลไอซียูและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
收藏DataCite Commons2023-09-19 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2022.574
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์ (Descriptive correlational research design) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยวิกฤตโควิด-19 ของพยาบาลไอซียู ระดับความเหนื่อยล้าจากการดูแล และระดับบรรยากาศองค์การ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยวิกฤตโควิด-19 ของพยาบาลไอซียูกับปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ในพยาบาลไอซียูที่มีประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยวิกฤตโควิด-19 ตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป โรงพยาบาลสังกัดสำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร จำนวน 6 แห่ง และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในกรุงเทพมหานคร จำนวน 1 แห่ง รวมทั้งหมด 7 โรงพยาบาล จำนวน 280 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย ส่วนที่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนที่ 2) แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะของพยาบาลไอซียูในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตโควิด-19 ส่วนที่ 3) แบบประเมินความเหนื่อยล้าจากการดูแล และ ส่วนที่ 4) แบบประเมินบรรยากาศองค์การ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาของเครื่องมือการวิจัย (Content Validity) พบว่าแบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะของพยาบาลไอซียูในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตโควิด-19 แบบประเมินความเหนื่อยล้าจากการดูแล และแบบประเมินบรรยากาศองค์การ มีค่าเท่ากับ 0.90 1.00 และ 0.91 ตามลำดับ ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะของพยาบาลไอซียูในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตโควิด-19 แบบประเมินความเหนื่อยล้าจากการดูแล และแบบประเมินบรรยากาศองค์การ ทดสอบโดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาช (Cronbach’s alpha coefficient) มีค่าเท่ากับ 0.98 0.81 และ 0.82 ตามลำดับวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป ระดับสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยวิกฤตโควิด-19 ระดับความเหนื่อยล้าจากการดูแล และระดับบรรยากาศองค์การโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยวิกฤตโควิด-19 ของพยาบาลไอซียูกับปัจจัยที่เกี่ยวข้อง โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s product moment correlation coefficient)ผลการศึกษา กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 88.90 มีช่วงอายุระหว่าง 22-30 ปี ร้อยละ 60.40 อายุเฉลี่ย 30 ปี กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 70 เคยมีประสบการณ์ปฏิบัติงานในงานในไอซียู ร้อยละ 42.10 มีประสบการณ์ปฏิบัติงานพยาบาลอยู่ในช่วง 1-5 ปี ร้อยละ 49.30 มีประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยวิกฤตโควิด-19 อยู่ในช่วง 1-3 เดือน และยังไม่เคยได้รับการอบรมศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยวิกฤตวิด-19 หรือผู้ป่วยวิกฤต ร้อยละ 60.70 โดยสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยวิกฤตโควิด-19 ของพยาบาลไอซียูภาพรวมอยู่ในระดับสูง (M=3.85, SD=0.49) ระดับความเหนื่อยล้าจากการดูแลด้านความเบื่อหน่ายอยู่ในระดับปานกลาง (M=25.60, SD=5.06) ความเหนื่อยล้าจากการดูแลด้านความบอบช้ำทางด้านจิตใจจากการดูแลอยู่ในระดับต่ำ (M=21.13, SD 6.59) และระดับบรรยากาศองค์การอยู่ในระดับปานกลาง (M=3.63, SD=0.48) พบว่าความเหนื่อยล้า จากการดูแลด้านความบอบช้ำทางด้านจิตใจจากการดูแล และด้านความเบื่อหน่ายมีความสัมพันธ์ ทางลบระดับต่ำกับสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยวิกฤตโควิด-19 ของพยาบาลไอซียู อย่างมีนัยสำคัญสถิติ (r=-.165, p<0.01; r=-.199, p<0.01) ตามลำดับ และบรรยากาศองค์การมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลางกับสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยวิกฤตโควิด-19 ของพยาบาลไอซียูอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (r=.490, p<0.01)ดังนั้น ความเหนื่อยล้าจากการดูแล และบรรยากาศองค์การมีผลต่อการแสดงออกถึงสมรรถนะในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตโควิด-19 ของพยาบาลไอซียู การจัดอัตรากำลังพยาบาลให้มีความเหมาะสม และสร้างบรรยากาศองค์การที่เกื้อหนุนต่อการปฏิบัติงานจึงอาจช่วยส่งเสริมสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยวิกฤตโควิด-19 ของพยาบาลไอซียูได้
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2023-09-19



