five

ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา: ศึกษากรณีการหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งความยินยอม

收藏
DataCite Commons2025-09-24 更新2026-05-04 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2024.921
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
ในปัจจุบัน การกระทำความผิดฐานข่มขืนตามมาตรา 276 มีการกำหนดรูปแบบการกระทำกระทำชำเราไว้เพียง 4 กรณี คือ ขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ใช้กำลังประทุษร้าย อยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และทำให้เข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น แต่การกระทำผิดอันเกิดจากการหลอกลวงไม่ว่าจะเป็นการออกกลอุบายให้ผู้อื่นเชื่อใจคล้อยตาม หรือหลอกเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในสาระสำคัญของการกระทำจนผู้นั้นตกลงยินยอมนั้น ไม่ได้ในมีการบัญญัติไว้ในรูปแบบของการกระทำของมาตราดังกล่าวแต่อย่างใด จากการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลจากหนังสือ ตัวบทกฎหมาย คำพิพากษาของศาล วิทยานิพนธ์ บทความทางวิชาการ หรือสื่ออื่นใดทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง พบว่า รูปแบบการหลอกเพื่อชักจูงใจเพื่อให้อีกฝ่ายเข้าร่วมกิจกรรมทางเพศด้วย เช่น หลอกว่ามีฐานะร่ำรวย หลอกว่าจะจ่ายเงินให้ อีกฝ่ายจึงยอมร่วมประเวณีด้วย ซึ่งผู้หลอกไม่มีเจตนาจะทำตามสัญญาไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม คำพูดของผู้นั้นจึงเป็นการหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งความยินยอมในการที่หญิงจะยอมร่วมประเวณีด้วย หรือที่เรียกว่าการหลอกลวงในมูลเหตุ (fraud in the inducement/purpose) ซึ่งแม้ว่าความยินยอมที่ผู้เสียหายได้ให้ไปจะเป็นความยินยอมที่ไม่บริสุทธิ์ แต่ผู้ถูกหลอกก็ได้ทราบดีถึงสาระสำคัญของการกระทำ ความยินยอมจึงไม่เสียไป การกระทำดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิด อย่างไรก็ดี ในบางประเทศได้ให้ความสำคัญและมีการบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับการหลอกลวงที่อาจเป็นความผิดฐานข่มขืนหรือเป็นความผิดเกี่ยวเพศฐานอื่นไว้ ไม่ว่าจะโดยการกำหนดบทนิยามของความยินยอม หรือบัญญัติความผิดที่เกิดจากหลอกลวงในสาระสำคัญของการกระทำ (Fraud in the factum) หรือการหลอกด้วยประการอื่น ๆ โดยได้พิจารณาถึงความเข้าใจในลักษณะของการกระทำของผู้ถูกหลอกเป็นสาระสำคัญ สำหรับประเทศไทยนั้น คณะกรรมการตรวจพิจารณาแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา เห็นว่าการบัญญัติกฎหมายไว้เพียงกว้าง ๆ ว่าอุบายหลอกลวงนั้นไม่ชัดเจนและจะทำให้การใช้อุบายหลอกลวงบางประการ จึงเห็นควรแก้ไขโดยจำกัดอยู่เฉพาะการหลอกลวงว่าเป็นบุคคลอื่น ดังนั้น การนำมาตรา 276 มาใช้ในการพิจารณาคดีใดจึงต้องยึดตามรูปแบบทั้ง 4 กรณีเท่านั้น ส่งผลให้การหลอกลวงที่เป็นความผิดฐานข่มขืนตามกฎหมายไทยมีเพียงการหลอกลวงเพื่อทำให้ผู้ถูกกระทำเข้าใจผิดว่าเป็นบุคคลอื่น ซึ่งเห็นได้ว่าฝ่ายนิติบัญญัติจงใจตรากฎหมายให้แคบกว่ากฎหมายลักษณะอาญาเดิมที่เปิดกว้างให้รวมถึงการใช้กลอุบายทุกรูปแบบ หากผู้กระทำได้หลอกลวงโดยใช้วิธีการอื่นนอกเหนือไปจากที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ต้องถือว่าการกระทำเช่นว่านั้นอยู่นอกขอบเขตของมาตรา 276 และอาจเป็นความผิดตามมาตราอื่นแทนจากการศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาเรื่องการหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งความยินยอมในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรานั้น หากพิจารณาตามหลักกฎหมายไทยแล้วไม่ว่าการหลอกลวงในสาระสำคัญของการกระทำ (Fraud in the factum) หรือการหลอกลวงในมูลเหตุ (fraud in the inducement/purpose) ต่างก็ไม่อาจถือว่าเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามมาตรา 276 ได้ ผู้เขียนจึงได้เสนอแนะให้ปรับปรุงบทบัญญัติมาตรา 276 ให้ครอบคลุมรูปแบบการหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งความยินยอม โดยไม่ต้องจำกัดรูปแบบของการกระทำไว้เพียงทั้ง 4 กรณี หรืออาจปรับเปลี่ยนให้รูปแบบดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการกระทำอย่างใดเป็นการข่มขืนใจหรือปราศจากความยินยอมเท่านั้น หรือกำหนดบทบัญญัติใหม่ที่ระบุถึงการกระทำลักษณะดังกล่าวโดยเฉพาะเจาะจง โดยกำหนดให้ชัดเจนว่าการหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งความยินยอมในลักษณะใดจึงจะเป็นความผิดและลักษณะใดจะไม่เป็นความผิด ทั้งนี้ การกำหนดความผิดเกี่ยวกับการหลอกลวงเพื่อให้มาซึ่งความยินยอมในการมีเพศสัมพันธ์ดังกล่าวจะก่อให้เกิดความถูกต้องและไม่ขัดต่อกฎหมายในการพิจารณาคดีตัดสินคดี และเพื่อให้มีการปรับใช้กฎหมายเท่าทันรูปแบบการกระทำความผิดที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นในปัจจุบัน อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ให้กับนักกฎหมายและประชาชนให้เกิดการคิดวิเคราะห์ โต้แย้ง และการให้เหตุผลตามหลักของกฎหมาย ประการสุดท้ายซึ่งผู้เขียนเห็นว่าสำคัญอย่างยิ่งในการบังคับใช้กฎหมายคือจะเป็นการก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการคุ้มครองประชาชนอย่างเท่าเทียม
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2025-09-24
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务