การตีความการแสดงเจตนา: ศึกษาช่วงการก่อนิติกรรม
收藏DataCite Commons2024-07-23 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2022.1596
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 ในกรณีการตีความการแสดงเจตนาในช่วงเวลาของการก่อนิติกรรม เพื่อพิจารณาว่าการแสดงเจตนานั้นมีความผูกพันทางกฎหมายตามเจตนาในใจหรือเจตนาแสดงออก โดยมีประเด็นการศึกษา 4 ประเด็นหลัก ดังนี้ประเด็นแรก ในกฎหมายไทย นักกฎหมายส่วนใหญ่และแนวคำพิพากษาศาลจะอธิบายว่ามาตรา 171 จะใช้เมื่อการแสดงเจตนามีความไม่ชัดเจนเท่านั้น หากมีความชัดเจนแล้ว ต้องห้ามตีความการแสดงเจตนา อย่างไรก็ดี มีความเห็นส่วนน้อยอธิบายว่าสามารถตีความการแสดงเจตนาประกอบพฤติการณ์แวดล้อมเสมอประเด็นที่สอง นักกฎหมายไทยมีความเห็นที่แตกต่างกันว่าในเรื่องการแสดงเจตนานั้นสะท้อนถึงทฤษฎีอัตวิสัยหรือทฤษฎีภาวะวิสัยมากกว่ากัน และมาตรา 171 สะท้อนเฉพาะทฤษฎีอัตวิสัยหรือสะท้อนทั้งสองทฤษฎี อีกทั้งเจตนาที่แท้จริงตามมาตรานี้นั้นหมายถึงเจตนาภายในหรือเจตนาภายนอกประเด็นต่อมา เรื่องวิธีการตีความการแสดงเจตนาที่นักกฎหมายไทยส่วนใหญ่จะอธิบายว่าจะใช้มาตรา 171 ประกอบมาตรา 368 และไม่ได้อธิบายวิธีการตีความการแสดงเจตนาไว้เป็นหลักการทั่วไป แต่จะอธิบายว่าต้องพิจารณาเป็นเฉพาะเรื่อง ๆ ไป อย่างไรก็ดี ก็มีคำอธิบายว่าสามารถใช้มาตรา 171 มาตราเดียวได้และจะตีความแบบอัตวิสัยหรือภาวะวิสัย ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการแสดงเจตนาและการคุ้มครองผู้รับการแสดงเจตนาหรือคู่กรณีในประเด็นสุดท้าย เรื่องเจตนาบกพร่อง (เจตนาซ่อนเร้นมาตรา 154 กับเจตนาสำคัญผิดมาตรา 156) กับการตีความการแสดงเจตนา (มาตรา 171) มีความสัมพันธ์ในลักษณะเป็นคนละเรื่องกันหรือเป็นเรื่องเดียวกัน และควรพิจารณาอย่างไร ดังนั้น ผู้เขียนจึงศึกษากฎหมายไทยเปรียบเทียบกับกฎหมายฝรั่งเศส กฎหมายเยอรมัน กฎหมายสกอต และแนวทางว่าด้วยหลักกฎหมายเอกชนยุโรป (DCFR) เพื่อวิเคราะห์และหาข้อสรุปในประเด็นที่เกี่ยวข้องดังกล่าวจากการศึกษาพบว่า กฎหมายฝรั่งเศส กฎหมายเยอรมัน กฎหมายสกอต และ DCFR มีทั้งความเห็นที่สอดคล้องและแตกต่างกับกฎหมายไทย ผู้เขียนจึงเสนอว่าในการตีความการแสดงเจตนาในช่วงการก่อนิติกรรมจะต้องตีความการแสดงเจตนานั้นประกอบพฤติการณ์แวดล้อมเสมอ แม้กฎหมายไทยจะสะท้อนทั้งทฤษฎีอัตวิสัยและภาวะวิสัย แต่จะค่อนไปทางทฤษฎีอัตวิสัยมากกว่า โดยมาตรา 171 ที่สะท้อนทั้งสองทฤษฎี จึงสามารถปรับใช้ได้อย่างเอกเทศ ไม่จำต้องใช้ประกอบมาตรา 368 ซึ่งเจตนาที่แท้จริงอาจจะเป็นเจตนาในใจหรือเจตนาแสดงออกก็ได้ ขึ้นอยู่กับวิธีการตีความการแสดงเจตนาแบบภาวะวิสัยหรืออัตวิสัยที่จะพิจารณาจากรูปแบบการแสดงเจตนากับพิจารณาว่าควรคุ้มครองผู้รับการแสดงเจตนาหรือคู่กรณีหรือไม่ โดยมาตรา 171 ควรถูกพิจารณาในฐานะบททั่วไป (jus generale) ของมาตรา 154 และในกรณีการแสดงเจตนาที่มีผู้รับหรือมีคู่กรณี มาตรา 171 จะถูกพิจารณาก่อนมาตรา 156 ส่วนในกรณีการแสดงเจตนาที่ไม่มีผู้รับและไม่มีคู่กรณี ควรพิจารณามาตรา 156 ในฐานะบทเฉพาะ (jus speciale) ของมาตรา 171
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2024-07-23



