การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลกับผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทในภาคการเงินที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์: การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยและมาเลเซีย
收藏DataCite Commons2025-09-10 更新2026-05-04 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2024.663
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล ที่ประเมินโดย London Stock Exchange Group (LSEG) กับผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทในภาคการเงินที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและบริษัทในภาคการเงินที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย จาก บริษัท ทริส เรทติ้ง จํากัด (Tris Rating) และ บริษัท RAM Rating Services Berhad (RAM Ratings) ในช่วงเวลาปี พ.ศ. 2562-2566 ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 80 ตัวอย่าง การศึกษาครั้งนี้ใช้การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา เพื่อศึกษาระดับของการเปิดเผยข้อมูล และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณแบบเป็นขั้นตอนเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรผลการศึกษาพบว่า สำหรับประเทศไทย คะแนน ESG โดยรวม รวมถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสังคม มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับผลการจัดอันดับ
ความน่าเชื่อถือ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ESG มีบทบาทต่อการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือในบริบทของตลาดทุนไทย อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาผ่านการวิเคราะห์แบบ Stepwise ซึ่งควบคุมปัญหาความสัมพันธ์ซ้ำซ้อนระหว่างตัวแปร พบว่า ขนาดของกิจการเป็นเพียงตัวแปรเดียวที่ยังคงมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ และมีอิทธิพลสูงสุดในการอธิบายผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สะท้อนว่าแม้ ESG จะมีผลต่อผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่ง แต่ขนาดของกิจการเป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักมากกว่าในบริบทของประเทศไทยขณะที่ ผลการศึกษาในประเทศมาเลเซียแสดงให้เห็นว่า คะแนน ESG โดยรวม และคะแนนด้านสิ่งแวดล้อม ยังคงมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ ในการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน ขณะที่ตัวแปรขนาดของกิจการและตัวแปรทางการเงินอื่น ๆ ไม่แสดงความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่าในมาเลเซีย ประเด็นด้าน ESG โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม มีอิทธิพลสูงกว่าในการประเมินความน่าเชื่อถือของบริษัทผลการศึกษาสะท้อนถึงความแตกต่างของแนวทางการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างทั้งสองประเทศ โดยประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานทางการเงิน โดยเฉพาะขนาดของกิจการ มากกว่าประเด็นด้าน ESG ขณะที่ ประเทศมาเลเซียมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับประเด็นด้าน ESG อย่างชัดเจน โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของการพัฒนาการเงินอย่างยั่งยืนในระดับสากล
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2025-09-10



