เสรีนิยมธรรมราชา: พลวัตแห่งอำนาจระหว่างสถาบันกษัตริย์กับสถาบันแนวประชาธิปไตยในโครงการจำกัดอำนาจเสียงข้างมาก (พ.ศ.2540-2560)
收藏DataCite Commons2023-10-04 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2022.1046
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
ดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาพลวัตของการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างสถาบันกษัตริย์กับสถาบันแนวประชาธิปไตย โดยมีหมุดหมายสำคัญคือช่วงทศวรรษ 2540 ทั้งนี้ ลักษณะเด่นของสัมพันธภาพในช่วงเวลาดังกล่าวสามารถรวบยอดในชื่อมโนทัศน์ “เสรีนิยมธรรมราชา” ซึ่งมีบุคลิกสำคัญคือความเชื่อว่าสถาบันกษัตริย์มีความชอบธรรมในฐานะอนุญาโตตุลาการขั้นสุดท้าย ผู้กำกับดูแลสถาบันแนวประชาธิปไตยทั้งหลาย เหตุผลสำคัญที่ต้องมีสถาบันควบคุมเพราะประชาชนไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีความพร้อมสำหรับการปกครองตนเอง เช่นเดียวกับตัวแทนของคนพวกนั้นอย่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หน้าที่ดังกล่าวของสถาบันกษัตริย์ตอบโจทย์สำคัญของอุดมการณ์เสรีนิยมที่ไม่ต้องการให้ผู้ปกครองลุแก่อำนาจ และความวิตกกังวลต่อเผด็จการที่มาจากเสียงข้างมาก เงื่อนไขอันก่อให้เกิดสัมพันธภาพนี้ คือเส้นทางบังคับของพัฒนาการสถาบันประชาธิปไตยไทย รวมถึงสถาบันกษัตริย์ ในแง่ที่ฝ่ายแรกเริ่มต้นเติบโตมากยิ่งขึ้นด้วยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 หลังจากถูกเว้นวรรคมาอย่างยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ นั่นทำให้ผู้เล่นหลักของสถาบันประชาธิปไตยไทยกลายเป็นเจ้าพ่อ/แม่ภูธร ซึ่งแยกขาดจากผู้แทนรุ่นก่อนหน้า พวกเขาส่วนมากไร้อุดมการณ์และมุ่งแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ พฤติกรรมนี้เป็นสภาพบังคับตามโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองที่กระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวง ในขณะเดียวกัน การเชิดชูสถาบันกษัตริย์กลายเป็นคำตอบของชนชั้นนำอย่างกองทัพในการจัดการกับปัญหาความไม่สงบและความชอบธรรมที่ลดน้อยถอยลงหลังสงครามเย็นเริ่มสงบ เมื่อถึงปลายทศวรรษ 2530 ท่ามกลางกระแสของการปฏิรูปการเมือง สถาบันประชาธิปไตยโดยเฉพาะที่เกี่ยวพันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง พรรคการเมือง รัฐสภา และฝ่ายบริหาร ต่างกลายเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องถูกปรับปรุง ในด้านหนึ่งกลุ่มพลังนำในภาคส่วนประชาสังคมเริ่มมีความหลากหลาย ทั้งขบวนการเคลื่อนไหวมวลชน กระฎุมพีใหม่ สื่อสารมวลชน ซึ่งต่างมีศัตรูร่วมกันคือนักการเมืองฉ้อฉลในระบอบการเมืองเดิม ผู้มีท่าทีอิดออด ไม่ให้ความร่วมมือในการปฏิรูป ในอีกด้านหนึ่ง พระราชบารมีของสถาบันกษัตริย์ได้มาถึงจุดสูงสุดหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ สภาพดังกล่าวส่งผลให้กลุ่มพลังนำในการรณรงค์ปฏิรูปเห็นพ้องจะเชิดชูให้สถาบันกษัตริย์เป็นผู้ริเริ่มกระบวนการปฏิรูปการเมือง แม้ท้ายที่สุดความปรารถนานั้นสัมฤทธิ์ผลได้โดยไม่ต้องอาศัยการแทรกแซงโดยตรงจากสถาบันกษัตริย์ แต่ผลพลอยได้จากขบวนการทั้งหมดคือการวางหลักการเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ในเชิงเสรีนิยมให้กับสถาบันกษัตริย์ครั้นเมื่อเกิดรัฐบาลอำนาจนิยมในปลายทศวรรษถัดมา หลักการดังกล่าวจึงได้รับการรณรงค์ โดยถูกนำเสนอผ่านการตีความมาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 คำขวัญอย่างถวายคืนพระราชอำนาจ และขอนายกฯพระราชทาน กลายเป็นสิ่งที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทักษิณใช้ในการรณรงค์แม้ท้ายที่สุดพระมหากษัตริย์จะปฏิเสธวิธีนี้ แต่เครือข่ายกษัตริย์นิยมกลุ่มต่าง ๆ ยังฉวยใช้วาทกรรมที่เกี่ยวพันกับ “เสรีนิยมธรรมราชา” อยู่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะการเน้นย้ำเรื่องความไร้คุณสมบัติของประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง และตัวแทนนักการเมืองของพวกเขาที่ถูกกล่าวหาว่าชั่วช้าสมควรถูกจำกัดควบคุมโดยเครือข่ายอภิชน ไม่ว่าจะมาในรูปข้อเสนอ “การเมืองใหม่” ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, หรือ “สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ” ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ อีกด้านหนึ่งการจัดความสัมพันธ์เช่นนี้เป็นการ “ปราม” อุดมการณ์เสรีนิยมประชาธิปไตย ซึ่งคุกคามการมีอำนาจของสถาบันจารีตทั้งหลายให้เชื่องโดยมีสถาบันกษัตริย์เป็นแกนกลาง สิ่งนี้ให้อำนาจอันชอบธรรมแก่สถาบันกษัตริย์ ขณะเดียวกันเครือข่ายกษัตริย์นิยมกลุ่มต่าง ๆ ในสังกัด ได้รับอภิสิทธิ์ พร้อมกันนี้ โครงการดังกล่าวยังทำลายอำนาจของสถาบันแนวประชาธิปไตย และนั่นส่งผลให้ดุลยภาพความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับสถาบันแนวประชาธิปไตยเกิดขึ้นในสภาพที่สถาบันกษัตริย์และเครือข่ายได้รับสัดส่วนแห่งอำนาจในระดับที่มากกว่าหากเปรียบเทียบกับสถาบันประชาธิปไตยอย่างไรก็ตาม เสรีนิยมธรรมราชา เริ่มหมดความชอบธรรมโดยเฉพาะหลังการรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา แม้โครงการจำกัดเสียงข้างมากยังคงดำเนินต่อไปทั้งผ่านการร่างรัฐธรรมนูญ และการเสนอความเห็นต่อสาธารณะ แต่ความชอบธรรมที่ได้รับกลับลดน้อยถอยลง จนกระทั่งจำเป็นต้องใช้วิธีการที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ กล่าวได้ว่ารัฐประหารครั้งนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โครงการจำกัดเสียงข้างมาก มีแนวโน้มที่เปลี่ยนจากการออกแบบเชิงสถาบัน “เพื่อปกปักรักษาและถ่วงทานเสียงข้างมาก” ไม่ให้กลายเป็นอำนาจนิยม (anti-majoritarian) ไปสู่การออกแบบระเบียบสถาบัน “เพื่อต่อต้านและทำลายเสียงข้างมาก” โดยมีเป้าหมายปกป้องและรักษาอำนาจแก่สถาบันปรปักษ์ประชาธิปไตย (counter-majoritarian) นั่นเพราะแนวโน้มที่ชนชั้นนำจารีตประสบคือพวกตนไม่สามารถจำกัด ถ่วงทานอำนาจเสียงข้างมากแบบที่ตนต้องการไว้ได้ ดังผลการเลือกตั้งหลังรัฐประหารทุกครั้งที่ผ่านมา ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ไม่สามารถหาสิ่งที่จะมาทดแทนความชอบธรรมที่กำลังสูญเสียไปได้ เพราะองค์ธรรมราชันย์หาใช่สิ่งที่รังสรรค์ได้ในชั่วคืน
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2023-10-04



