five

มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันโรคติดต่อ: กรณีขนส่งคนสัญชาติไทยที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยโดยอากาศยาน

收藏
DataCite Commons2022-04-22 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2020.1225
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์กลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (Severe acute respiratory syndrome coronavirus 2: SARS-CoV-2) หรือโรคไวรัสโคโรนา หรือโรคโควิด-19 (Coronavirus disease: COVID-19) ในปี ค.ศ. 2020 ส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อการค้าและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก ซึ่งอุตสาหกรรมการบินเองก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและความท้าทายในการป้องกันโรคติดต่ออย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยสถานการณ์ที่ไม่ปกติและไม่อาจคาดการณ์ได้ดังกล่าว ผู้ดำเนินการเดินอากาศจึงต้องปฏิบัติตามมาตรการทางกฎหมายในการป้องกันโรคติดต่อที่รัฐกำหนดขึ้น ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าผู้โดยสารจะได้รับหรือสัมผัสเชื้อโรคน้อยที่สุดการค้นคว้าอิสระฉบับนี้ศึกษาถึงความสอดคล้องของหน้าที่ของนักบินผู้ควบคุมอากาศยาน (ต่อไปนี้จะเรียกว่า “นักบินฯ”) ว่าด้วยการป้องกันโรคติดต่อระหว่างพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 (ต่อไปนี้จะเรียกว่า “พระราชบัญญัติโรคติดต่อ”) ของประเทศไทย กับกฎอนามัยระหว่างประเทศ ค.ศ. 2005 (International Health Regulations 2005: IHR) และมาตรฐานและข้อพึงปฏิบัติระหว่างประเทศ (Standards and Recommended Practices: SARPs) ตามภาคผนวกที่ 9 แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ค.ศ. 1944 (อนุสัญญาชิคาโก) ปรากฏว่า หน้าที่ของนักบินฯ ตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ ใช้บังคับเฉพาะในกรณีที่อากาศยานทำการเดินอากาศมาจากประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดต่อหรือมีเหตุอันควรสงสัยเพียงเท่านั้น ทว่า ในสถานการณ์การเดินอากาศตามปกติ นักบินฯ มิได้มีหน้าที่เช่นว่านั้น ดังนั้น มาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อจึงยังไม่สอดคล้องกันกับ IHR ข้อ 28 (4) และ Standard 8.15 ตามภาคผนวกที่ 9 แห่งอนุสัญญาชิคาโก ทั้งขอบเขตการใช้บังคับ อาการของผู้ป่วย ระยะเวลา และวิธีการแจ้ง นอกจากนี้ การศึกษาเปรียบเทียบพระราชบัญญัติโรคติดต่อ กับพระราชบัญญัติการกักกันโรค ค.ศ. 2005 (Quarantine Act 2005) ของประเทศแคนาดา และพระราชบัญญัติการควบคุมโรคติดต่อ (Communicable Disease Control Act) ของไต้หวันก็แสดงให้เห็นว่าหน้าที่ของนักบินฯ ในประเทศดังกล่าวแตกต่างกันอย่างไร โดยปรากฏว่าหน้าที่ของนักบินฯ ตามกฎหมายแห่งประเทศแคนาดาและไต้หวันมีขอบเขตการบังคับใช้ที่ครอบคลุมและระบุรายละเอียดที่เกี่ยวข้องไว้อย่างชัดแจ้งมากกว่ากฎหมายแห่งประเทศไทยอนึ่ง การค้นคว้าอิสระฉบับนี้ยังศึกษาต่อไปถึงมาตรการทางกฎหมายที่ถูกกำหนดขึ้นโดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยในระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งปรากฏว่า มีประเด็นหนึ่งที่ต้องยกขึ้นพิจารณา กล่าวคือ มาตรการทางกฎหมายดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรการ Fit to Fly Health Certificate และมาตรการ Certificate of Entry ที่ขัดขวางการใช้สิทธิของผู้โดยสารสัญชาติไทยในการเดินทางกลับเข้าสู่ประเทศของบุคคลมากเกินไป อันจะเห็นได้ว่า มาตรการทางกฎหมายเหล่านี้จำกัดสิทธิในการเดินทางกลับเข้าประเทศของบุคคล ซึ่งเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR) นอกจากนี้ มาตรการทางกฎหมายดังกล่าวยังไม่สอดคล้องกันกับ IHR และ SARPs รวมถึงยังมิได้อยู่บนพื้นฐานของหลักความได้สัดส่วน และยังขัดแย้งต่อบทบัญญัติมาตรา 39 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 อีกด้วย ทั้งนี้ จากการศึกษาเปรียบเทียบกับมาตรการทางกฎหมายของประเทศแคนาดาและไต้หวัน ยังปรากฏต่อไปอีกว่า มาตรการของประเทศแคนาดาและมาตรการก่อน 1 ธ.ค. 2020 ของไต้หวันมิได้มีลักษณะของการจำกัดสิทธิของคนชาติในการเดินทางกลับเข้าสู่ประเทศของตนแต่อย่างใด ซึ่งแม้ว่า หลังวันที่ 1 ธ.ค. 2020 ไต้หวันจะได้ออกมาตรการใหม่อันจำกัดสิทธิของคนชาติที่คล้ายกันกับมาตรการของประเทศไทยก็ตาม ทว่า มาตรการของไต้หวันก็ระบุกรอบระยะเวลาในการบังคับใช้อันแตกต่างจากมาตรการของประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น ประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีแห่ง ICCPR IHR และอนุสัญญาชิคาโก จึงมีหน้าที่อันจะต้องบัญญัติกฎหมายภายในและดำเนินการออกมาตรการทางกฎหมายให้สอดคล้องกันกับกฎหมายระหว่างประเทศ กระทบต่อการใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลน้อยที่สุด และควรหยิบยกข้อเสนอแนะขององค์การระหว่างประเทศมาใช้บังคับ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันโรคติดต่อในการเดินอากาศระหว่างประเทศ
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2022-04-22
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务