เสรีภาพทางวิชาการของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ: กรณีศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
收藏DataCite Commons2025-02-21 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2024.133
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
เสรีภาพทางวิชาการถูกกำหนดให้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับสถาบันอุดมศึกษา การคุ้มครองและส่งเสริมเสรีภาพทางวิชาการของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ให้มีอิสระในการสอน และมีอิสระในการวิจัย จะทำให้สามารถค้นคว้าหาความรู้ หรือทำวิจัยที่มีการต่อยอดความรู้ ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ หรือวิทยาการที่ก้าวหน้าทั้งในและนอกสาขาของการศึกษาวิจัย งานวิจัยที่มีความหลากหลายมีผลทำให้เกิดการสอนและการเรียนในรูปแบบใหม่ทำให้การเรียนในห้องเรียนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมไปถึงการขยายผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม รวมไปถึงสามารถต่อยอดและนำไปสู่ความก้าวหน้าในอาชีพของตนเองได้ ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้เขียนต้องการศึกษาแนวคิดเสรีภาพทางวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐตามบริบทประเทศไทย และหลักสากล และศึกษาปัญหาและอุปสรรคของเสรีภาพทางวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัย ก่อนการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ กับเสรีภาพทางวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัย หลังจากเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ให้ได้ข้อเสนอแนะ ในการศึกษาต่อไปในอนาคต โดยการศึกษาครั้งนี้ได้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศต้นแบบเสรีภาพทางวิชาการ 2 ประเทศ คือประเทศเยอรมนี และประเทศสหรัฐอเมริกา เปรียบเทียบกับประเทศไทย โดยรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) ที่ให้ข้อมูลที่สำคัญ (Key – informants) โดยเลือกบุคคลที่สามารถเป็นตัวแทนที่ดีที่ให้มีส่วนร่วมในประเด็นที่ศึกษาจริง และสามารถให้ข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องได้ เช่น กลุ่มผู้บริหารมหาวิทยาลัย คณะกรรมการคณะวุฒยาจารย์ตำแหน่งทางวิชาการ ประมาณ 3 คน ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากการศึกษาพบว่าอาจารย์ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสามารถมีเสรีภาพทางวิชาการ และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สามารถวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้เหมือนกับตอนที่มหาวิทยาลัยอยู่ในระบบราชการ ในด้านงานวิชาการอาจารย์ก็มีเสรีภาพเต็มที่ในการสอน วิจัย บริการวิชาการ แต่การแสดงออกนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานทางวิชาการและไม่ละเมิดสิทธิคนอื่น รวมไปถึงภาระงานที่ยังคงมีเหมือนเดิม เพียงแต่มีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดเพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการของตัวอาจารย์ และมหาวิทยาลัย โดยการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการเพิ่มขึ้นมา โดยมองว่างานวิจัยของสายวิทยาศาสตร์ก็มีแนวทางที่กำหนดเอาไว้อยู่แล้วแทบไม่รู้สึกว่าขาดเสรีภาพทางวิชาการในการทำวิจัย แต่ถ้าเป็นงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์ก็คงรู้สึกว่าถ้าต้องการค้นคว้า การวิพากษ์วิจารณ์ทางประวัติศาสตร์หรืองานวิจัยที่ตั้งคำถาม หรือนำเสนอความสำคัญของสถาบันในแบบที่แตกต่างออกไป เป็นผลให้การศึกษาวิจัยที่มีสถาบันสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทหาร ล้วนถูกพิจารณาว่าเป็นงานที่มีความละเอียดอ่อน หรือเป็นงานที่ไม่ควรกระทำ ก็อาจทำให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่สนใจทำเรื่องนี้รู้สึกว่าเป็นส่วนที่ทำให้เสรีภาพทางวิชาการมันเสียไป ประเด็นปัญหาและอุปสรรคที่พบเป็นเรื่องของทัศนคติของอาจารย์ และผู้บริหารบางส่วนที่อาจไม่ค่อยยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างออกไปของผู้อื่น โดยมองว่าการที่อีกฝ่ายมีความคิดที่ไม่เหมือนกับตนเองแสดงความคิดตรงข้ามกับตนเองก็จะกลายเป็นว่าอีกฝ่ายไม่ดี หรือไม่เคารพสถาบัน และจะมองคนอื่นเป็นฝ่ายตรงข้ามตลอดเวลา ดังนั้นความคิดใหม่ ๆ จึงเกิดไม่ได้เพราะทัศนคติแบบเดิม ๆ ดังตัวอย่างการเกิดเรื่องพิพาทระหว่างนิสิตและสถาบันเอง ซึ่งมองว่ามหาวิทยาลัยอาจยังไม่ได้เปิดพื้นที่สาธารณะในการพูดคุยเกี่ยวกับเสรีภาพทางวิชาการมากนัก ซึ่งมหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ หาความรู้ใหม่ หาข้อยุติ หาข้อตกลงกันได้ สิ่งนี้จำกัดแนวคิดใหม่เนื่องจากขาดพื้นที่สาธารณะสำหรับการโต้วาทีเกี่ยวกับเสรีภาพทางวิชาการ และอีกประเด็นมองว่ารัฐบาลเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อเสรีภาพทางวิชาการ หลัก ๆ ก็คือความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัยยังคงถูกควบคุมโดยรัฐบาล เพราะยังต้องพึ่งพารัฐบาลอยู่ ตราบใดที่การเมืองภายนอกยังไม่มีประชาธิปไตยมันจะเกิดเป็นเสรีภาพและประชาธิปไตยในมหาวิทยาลัยได้ยาก ในทางกฎหมาย แนวคิดเสรีภาพทางวิชาการยังไม่ได้รับการกำหนดอย่างละเอียดถี่ถ้วนเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเยอรมนีซึ่งมีความเป็นสากลและทันสมัยกว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไม่ได้มีการบัญญัตินิยามหรือความหมายของเสรีภาพทางวิชาการไว้อย่างชัดเจนเหมือนกับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแบบประเทศเยอรมนี แต่ถูกพูดถึงไว้ในพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2551 มาตรา 8 ข้อ 2 ความว่า (2) ความมีคุณธรรมควบคู่ไปกับความเป็นเลิศทางวิชาการและเสรีภาพทางวิชาการ ซึ่งไม่ได้อธิบายไว้อย่างละเอียดเหมือนกับกฎหมายวิชาการและกฎหมายอุดมศึกษาของประเทศเยอรมนี ซึ่งผู้ศึกษาเสนอว่าถ้าอยากให้มหาวิทยาลัยทัดเทียมนานาประเทศก็ควรมีการริเริ่มการทำกฎหมายวิชาการ และกฎหมายอุดมศึกษาแบบประเทศเยอรมนีเพื่อความก้าวหน้าในเรื่องเสรีภาพทางวิชาการและส่งเสริมเสรีภาพทางวิชาการต่อไปในอนาคต และทำให้มหาวิทยาลัยและอาจารย์มีความเป็นเอกภาพเป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้น เสรีภาพทางวิชาการหลังเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้นยังคงมีเสรีภาพทางวิชาการเช่นเดียวกับตอนที่มหาวิทยาลัยยังคงอยู่ในระบบราชการ ทั้งในด้านทางวิชาการ การวิจัย การสอน เป็นต้น แต่การมีเสรีภาพนั้นจะต้องไม่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศไทยด้วย ผู้ศึกษาเห็นว่าถ้ามหาวิทยาลัยในประเทศไทยจะมองถึงอนาคตของเสรีภาพทางวิชาการให้มีความเป็นนานาชาติและทัดเทียมกับต่างประเทศ และประเทศต้นแบบอย่างประเทศเยอรมนี เห็นว่าแนวทางในการทำกฎหมายวิชาการ และกฎหมายอุดมศึกษาแบบประเทศเยอรมนีก็เป็นแนวทางเริ่มต้นที่ดี และเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยคืออิสระ คล่องตัว และมีการบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษร มหาวิทยาลัยในประเทศไทยควรมีกฎหมายการศึกษาระดับอุดมศึกษาแยกต่างหากที่เป็นอิสระและบังคับใช้ชัดเจน และเป็นรูปธรรมเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญของเยอรมนี
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2025-02-21



